One of three columns
One of three columns
One of three columns

“เข็มทิศทางจริยธรรม” ยุคใหม่การตลาด สร้างแบรนด์ยั่งยืนในใจผู้บริโภค

2.6k
SHARE

เมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจ รวมถึงการตลาด คำถามใหญ่ขององค์กรและแบรนด์จึงไม่ใช่เพียงเรื่องเครื่องมือ แต่คือ “กรอบศีลธรรม” ที่ใช้กำกับการตัดสินใจและความสัมพันธ์กับสังคม
ศีลธรรมและจริยธรรม จึงก้าวขึ้นมาเป็น “พลังแห่งความก้าวหน้า” ที่สร้างความเชื่อมั่น ความไว้วางใจ และความยั่งยืนให้กับองค์กรท่ามกลางบริบทใหม่ของเศรษฐกิจและการตลาดที่เปลี่ยนเร็ว


ในเวทีเสวนา “วันนักการตลาดแห่งประเทศไทย 2568 (Thailand Marketing Day 2025) หัวข้อ Tech – Moral Business Morality as the Power of Progress – Management Marketing Implications ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวตกรรม และประธานกรรมการ Platform Youth in Charge ระบุว่า การตลาดในปัจจุบันได้ขยายของเขตการทำงาน ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยี แต่การใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างความสำเร็จทางการตลาด ทำให้ผู้บริโภคหรือลูกค้าเชื่อมั่นในแบรนด์ อยู่ที่การ “สร้างศีลธรรมความดีงามของแบรนด์” ไปพร้อมกับการใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์ทางการตลาด
“บทบาทของการตลาดคือเข็มทิศทางจริยธรรม ที่จะกำหนดว่าสิ่งใดควรทำ ไม่ใช่เรื่องของการโฆษณาอีกต่อไป ยุคใหม่ของการตลาด ต้องขับเคลื่อนความดี-ศีลธรรมที่พิสูจน์ได้ ท่ามกลางความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI แบรนด์ที่ยั่งยืนที่สุด คือแบรนด์ที่ทำให้มนุษย์เชื่อว่ายังเป็นมนุษย์ที่มีคุณค่า” ดร.สุวิทย์ กล่าว

เขายังกล่าวถึง 9 กระบวนทัศน์ การเปลี่ยนแปลงทางการตลาดว่า ประกอบด้วย จากการแย่งเวลาต้องไปสู่การสร้างความน่าเชื่อถือ, แบรนด์ต้องยืนบนหลักการไม่ใช่แค่โฆษณา, ลูกค้าไม่ใช่เป้าหมายแต่คือพันธมิตร, เคารพสิทธิ์ข้อมูลคือพื้นฐานการแข่งขัน, ไม่ใช่แค่รู้ว่า ฉันต้องการอะไร แต่ต้องรู้ว่า ฉันเป็นใคร, จาก Funnel สู่ Life Ecosystem, โลกต้องการหลักฐานของความดี, ใครมีศีลธรรมมากว่าชนะมากกว่า , ผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นผลตอบแทนของความถูกต้อง

ขณะที่ บัญญัติ 10 ประการของการตลาดใหม่ ประกอบด้วย หลักการคือเข็มทิศ และเทคโนโลคือเครื่องเร่ง , เทคโนโลยีขยายอำนาจ แต่ศีลธรรมค้ำอำนาจ, ความดีที่ขยายได้เร็วและยาวนานคือ Core Engine ของแบรนด์ยุคใหม่, หลักการที่ดี ทำให้องค์กรเร็วขึ้น ไม่ได้ทำให้ช้าลง, ผู้นำที่ดีไม่ได้ถามว่า “ทำได้ไหม” แต่ถามว่า “ควรทำไม” และมีความเสี่ยงด้านศีลธรรมแค่ไหน, ธุรกิจที่โปร่งใสกว่า ชนะเร็วกว่า และพังยากกว่า, การตลาดเปลี่ยนจากการขายสินค้า สู่การออกแบบความน่าเชื่อถือ, ในยุค AI ผู้บริโภค รู้ทัน ทุก Dark Pattern ตลาดที่ไร้ความน่าเชื่อใจคือเศรษฐกิจที่ไร้ความหมาย, การตลาดไม่ได้ขึ้นกับ Content แต่ขึ้นอยุ่กับ Code , ยุคใหม่ถูกขับเคลื่อนด้วย “ความดีที่พิสูจน์ได้” ไม่ใช่โฆษณา

Tags:

ผู้เขียน
MAT TEAM

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

“พลังงานสะอาด” รัฐเร่งกระตุ้นลงทุน ตอบโจทย์เทรนด์โลก สร้างโอกาสใหม่การตลาด

2.6k
SHARE

ทิศทางพลังงานของโลกกำลังก่อรูปใหม่จากความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ โดยเฉพาะการนำประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อลดภาวะโลกร้อน (Climate Change) มาเป็นหนึ่งในมาตรการกีดกันทางการค้า กระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และธุรกิจที่ไม่ปรับตัว “พลังงานสะอาด” จึงเป็นคำตอบของการลงทุนเพื่อฝ่าความท้าทายนี้ กลายเป็นการสร้างโอกาสทางการตลาดในอนาคต

 

ในการกล่าวเปิดงาน วันนักการตลาดแห่งประเทศไทย 2568 Thailand Marketing Day 2025 ภายใต้แนวคิด “Prompt the Future: The Power of Marketing” หัวข้อ พลังงานจะสร้างโอกาสทางการตลาดและธุรกิจใหม่ให้ไทยอย่างไร” โดย อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุถึงความสำคัญของการตลาดว่า คือหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ  เป็นทั้งพลังสำคัญในการสร้างการรับรู้ การสร้างแบรนด์ การเพิ่มมูลค่า และการกระตุ้นให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ตลอดจนสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคม โดยเฉพาะในช่วงประเทศไทยเผชิญความท้าทายรอบด้าน อาทิ ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามทางการค้า เศรษฐกิจเติบโตต่ำ และการเข้าสู่สังคมสูงวัย ที่กระทบต่อแรงงานและรายได้ รวมไปถึงปัญหาภัยพิบัติทางธรรมชาติอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อน

ทั้งนี้ในการก้าวข้ามความท้าทายสำคัญต่างๆ ในส่วนของ “ภาคพลังงาน” กระทรวงพลังงานกำลังเร่งเดินหน้ามาตรการที่ทำได้ทันทีในระยะสั้น แต่ให้ผลลัพธ์ยาวนานและกระจายประโยชน์อย่างทั่วถึง คือ การลดราคาน้ำมันเบนซินและดีเซล ขยายระยะเวลาการตรึงราคาก๊าซหุงต้ม ค่าไฟฟ้า เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพให้แก่ประชาชน

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังเร่งลงทุนใน “พลังงานสะอาด” พลังงานที่สะอาดขึ้น ประหยัดขึ้น และเข้าถึงง่ายขึ้น ซึ่งจะเป็นพลังสำคัญที่ทำให้สินค้าไทยแข่งขันได้มากขึ้น เป็นโอกาสและเครื่องมือ ช่วยเพิ่มคุณค่าของแบรนด์  ลดต้นทุน สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการตอบโจทย์การรักษาสิ่งแวดล้อม และสร้างการเติบโตใหม่ ทั้งในตลาดในประเทศและตลาดโลก

รัฐบาลจึงเร่งลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด หลากหลายรูปแบบซึ่งสามารถสรุปได้เป็น “3 มาตรการ” กว่า 10 โครงการ ดังนี้

มาตรการที่ 1 โซลาร์เพื่อประชาชน ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มรายได้ เช่น Solar Farm, Floating Solar, Solar Rooftop รวมถึง Solar เพื่อการเกษตรสำหรับสูบน้ำเพื่อการเกษตร และเปิดสิทธิ์ให้บุคคลธรรมดานำค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง Solar Rooftop ขนาดไม่เกิน 10  กิโลวัตต์ มาหักลดหย่อนภาษีได้ตามจริง แต่ไม่เกิน 200,000 บาท

มาตรการที่ 2 ลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบพลังงานในระยะยาว ปรับปรุงระบบสายส่งไฟฟ้า เพื่อรองรับผู้ประกอบการกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์ให้มีไฟฟ้าใช้อย่างเพียงพอกับการลงทุนที่จะตามมาจำนวนมาก

ทั้งนี้ ดำเนินการจะไม่เพิ่มหนี้รัฐ โดยนำรายได้จากโครงการพลังงานในอนาคตเข้ากองทุนลงทุนแทนการกู้ รวมถึงการใช้ กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) เพื่อให้รัฐวิสาหกิจลงทุนจากรายได้ในอนาคต (Future Income) ลดภาระหนี้สาธารณะ และเปิดให้เอกชนร่วมลงทุน เพิ่มธรรมาภิบาลและความโปร่งใส

มาตรการที่ 3 สร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว รองรับ Net Zero Emission 2050 (เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์) จัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ปลดล็อคให้ ไฮโดเจน แอมโมเนีย เป็นเชื้อเพลิง ซึ่งจะมีมาตรการออกมารองรับการ ขนส่งและมาตรฐานความปลอดภัย และการศึกษาในเทคโนโลยี SMR (โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก) และพัฒนาโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CCS

“วันนี้เรากำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญของประเทศ นโยบายที่รัฐบาลขับเคลื่อนอยู่ คือเครื่องมือสำคัญในการฝ่าความท้าทายเชื่อมั่นว่า หากภาครัฐ ภาคเอกชน นักการตลาด ผู้ประกอบการ และคนไทยทุกภาคส่วน เดินไปข้างหน้าพร้อมกัน ประเทศไทยจะก้าวผ่านความท้าทายครั้งนี้ได้ และเปลี่ยนความเปลี่ยนแปลงของโลกให้เป็นโอกาสใหม่ของประเทศได้ Prompt the Future ให้ประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อน การตลาด เศรษฐกิจ และสังคมไทย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุ

Tags:

ผู้เขียน
MAT TEAM

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

พลิกเกมการตลาด 2026 โลกไร้สมดุล “ฉลาดล้ำ แต่เปราะบาง” สู่ “ความสมดุลใหม่” ที่ยั่งยืน

2.6k
SHARE

ในวันที่โลก “ฉลาดล้ำ” ด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี AI  ทว่าอีกด้านกลับเผชิญ “ความเปราะบาง” ทางเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม กลายเป็นความเหลื่อมล้ำ อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน นำไปสู่ภาวะโลกไร้สมดุล (An unbalanced world) ทำให้ทิศทางการตลาดในปี 2026 เต็มไปด้วยสิ่งที่คาดการณ์ยาก ซับซ้อน มีความไม่แน่นอนสูง

ผ่าแนวคิด “Prompt The Future ด้วย The Power of Marketing ในงาน วันนักการตลาดแห่งประเทศไทย 2568 (Thailand Marketing Day 2025) จัดโดยสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กำหนดทิศทางอนาคตของแบรนด์และองค์กรไทย ปรับตัวเพื่อกำหนดอนาคตการตลาดอย่างผู้ชนะ

นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เผย “เมื่อโลกเปลี่ยนเราก็แค่ปรับ”  สู่ การสร้าง “ความสมดุลใหม่ที่ยั่งยืน”  โดยนักการตลาดในวันนี้ ต้องส่งมอบความหมายที่แท้จริงให้กับสังคม เป็นผู้นำในการสร้างความไว้วางใจ สร้างความเปลี่ยนแปลง บูรณาการความคิด ประสบการณ์ เชิง Wisdom และ In Action บนพื้นฐานของโลกที่เล็กลง และการเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้น

โดยใช้ความฉลาดของ AI มา เป็นเพื่อนคู่คิด เพื่อนร่วมงาน ภาวะที่สังคมเปราะบาง แบรนด์ที่ดีจะต้องยืดหยุ่น สร้างความหวัง สร้างโอกาส และเป็นกำลังใจที่ดีให้กับสังคม สร้างมูลค่าร่วมให้กับสังคม มีจรรยาบรรณ ทุกการลงทุนทางการตลาดต้องคุ้มค่า มีประสิทธิภาพ ไม่สร้างภาระต่อกระแสเงินสด

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวในงาน วันนักการตลาดแห่งประเทศไทย 2568 (Thailand Marketing Day 2025) ว่า งานนี้เป็นการประชุมครั้งสำคัญที่สุดแห่งปีของวงการการตลาดไทย ภายใต้ แนวคิดที่ทรงพลังและท้าทายอย่างยิ่ง “Prompt the Future: The Power of Marketing” ที่จะเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ธุรกิจ สังคม การตลาด เศรษฐกิจของโลก และไทยที่เปลี่ยนแปลงไป

“Prompt เป็นคำพ้องเสียงคล้ายกับ คำว่าพร้อมในภาษาไทย หมายถึงการเตรียมพร้อมสู่อนาคตของธุรกิจ และนักการตลาดไทย ขณะเดียวกันคำว่า Prompt ในภาษาเอไอ หมายถึงคำสั่ง input, instruction, query ที่จะกระตุ้นให้ AI สร้างผลลัพธ์แบบเฉพาะเจาะจง  Prompt ที่ดี จะทำให้ AI Application ทำงานได้มีประสิทธิภาพ งานสัมมนาในที่นี้ จึงเป็นงานที่เราจะมาสร้าง Prompt ด้วยพลังของการตลาดไปด้วยกัน เพื่อผลลัพธ์ของประเทศไทยที่ดีขึ้น”

นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ยังระบุว่า วันนี้โลกไม่เหมือนเดิม และจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป โดยกำลังอยู่ในโลกที่ “ฉลาดล้ำ” (Intelligent World) ด้วยอำนาจของเทคโนโลยี Big Data, AI ที่กำลังจะเป็น AI Agentic เรียนรู้และสั่งงานได้ด้วยตัวเอง จะเป็น AI ที่ควบคุม AI Agent อีกที

Robotics ที่เปลี่ยน จาก BOT เป็น Humanoid ทำให้หุ่นยนต์มีความสามารถคล้ายคลึงกับมนุษย์เข้าไปทุกที เราสามารถทำความเข้าใจผู้บริโภคได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เราสร้างนวัตกรรมใหม่ได้ในพริบตา และทำให้ชีวิตสะดวกสบายแบบไร้ขีดจำกัด บนระบบที่เป็นอัตโนมัติ

สวนทางกับความฉลาดที่เพิ่มขึ้น อีกด้านหนึ่งของโลก กลับเผชิญ “ความเปราะบางและไร้สมดุล” (Fragile and Unbalanced) อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เกิดปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม และสิ่งแวดล้อม การเติบโตของหนี้สินที่มากกว่ารายได้ ทำให้ความมั่งคั่งลดลง ปริมาณการผลิตที่สูงกว่าความต้องการใช้ ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคา ความแตกต่างของ Generation และความเหลื่อมล้ำ ทำให้มีความแตกต่างทางความคิด จนทำให้การคาดการณ์เป็นเรื่องยาก มีความซับซ้อน อ่อนไหว มีความไม่แน่นอนและไร้สมดุล จนต้องตั้งถามถึงทางออกและแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อนำไปสู่ “ความสมดุลใหม่และความยั่งยืน” ที่แท้จริงบนโลกปัจจุบัน

โดยหน้าที่ของนักการตลาดในวันนี้ไม่ใช่แค่การขายสินค้าอีกต่อไป แต่คือการเป็นผู้นำในการสร้างความไว้วางใจ สร้างความเปลี่ยนแปลง และเป็นผู้ส่งมอบ “ความหมาย” ที่แท้จริง ให้กับสังคม บูรณาการความคิด ประสบการณ์ เชิง Wisdom และ In Action บนพื้นฐานของโลกที่เล็กลง และการเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้น ประกอบด้วยกลยุทธ์การตลาด

1.มองตลาดแบบ Fragmented (Fragmented Marketing): ยุคของการสื่อสารแบบ Mass Media ได้จบลงแล้ว เราต้องเข้าใจว่าผู้บริโภคถูกแบ่งเป็นกลุ่มย่อย ๆ นับไม่ถ้วน (Fragmented Segments) ที่มีความต้องการเฉพาะเจาะจงสูง แบรนด์ต้องสื่อสารและสร้างประสบการณ์ที่ปรับให้เข้ากับแต่ละส่วนย่อยได้อย่างแท้จริง (Hyper Personalization) ทั้งนี้เราสามารถใช้ความเก่งและความฉลาดของเทคโนโลยี เช่น AI มา เป็นเพื่อนคู่คิด เพื่อนร่วมงาน (Teammates)

2. เข้าใจความยืดหยุ่นทางจิตใจและธุรกิจ (Resiliency): ความสามารถในการล้ม แล้วลุกขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว คือสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดของแบรนด์ เราต้องสร้างโมเดลธุรกิจและแบรนด์ที่สามารถทนทานต่อแรงกระแทกจากภายนอกได้ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤตซัพพลายเชนหรือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน ภาวะที่สังคมเปราะบาง แบรนด์ที่ดีจะต้องบริหาร Supply chain ที่ยืดหยุ่น สร้าง ความหวัง สร้างโอกาส และเป็นกำลังใจที่ดีให้กับสังคม (Chaotic Advantage และ Brand Movement)

3. ร่วมสร้างมูลค่าร่วมให้สังคม (Value Creation and Inclusiveness): การสร้างแบรนด์ที่แตกต่าง (Differentiated Brand) จะเกิดขึ้นได้เมื่อเราสร้าง “มูลค่า” ที่มากกว่าแค่ กำไร เราต้องมองหาโมเดล Value Creation ที่สร้างประโยชน์ให้กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมด (Stakeholders) ตั้งแต่ลูกค้า พนักงาน ชุมชน ไปจนถึงสิ่งแวดล้อม พร้อมทั้ง ส่งเสริมแนวคิด Inclusiveness หรือความเท่าเทียม

4.กำหนดจรรยาบรรณและจริยธรรมให้อยู่ในใจของนักการตลาด ถึงแม้นยังไม่มีกฎหมายหรือข้อบังคับที่ชัดเจน การทำตลาดไวรัลและใช้Influencer ยุคใหม่ต้องมี ความหมาย ไม่ใช่แค่สร้างดราม่า และยอดขาย (Drama Quality และ Influencer Guidance)

5. ให้ความสำคัญกับบริหารการเงินและกระแสเงินสด (Cash Flow Management): ในโลกที่เปราะบาง การเติบโตอย่างบ้าคลั่งโดยไม่สนใจพื้นฐานทางการเงินนั้นอันตราย นักการตลาดต้องทำงานร่วมกับฝ่ายการเงินอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ แน่ใจว่าทุกการลงทุนทางการตลาดนั้น คุ้มค่า มีประสิทธิภาพ และไม่สร้างภาระด้าน Cashflow

“นี่คือวัตถุประสงค์ของการจัดงาน Prompt the Future: The power of Marketing เพื่อจะกระตุ้นอนาคตของเศรษฐกิจและสังคมไทย ด้วยพลังของการตลาด เรียนรู้ ออกแบบ ขับเคลื่อน โลกที่ฉลาดล้ำใบนี้ให้ก้าวต่อไปอย่างเข้มแข็ง สมดุล ยั่งยืน เป็นประโยชน์ต่อทุกคน” นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ทิ้งท้าย

Tags:

ผู้เขียน
MAT TEAM

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

แนวปฏิบัติด้านการตลาดในช่วงของการไว้ทุกข์
เพื่อเป็นการแสดงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT)
วันที่ 25 ตุลาคม พุทธศักราช 2568

2.6k
SHARE

แนวปฏิบัติด้านการตลาดในช่วงของการไว้ทุกข์
เพื่อเป็นการแสดงความอาลัยและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT)
วันที่ 25 ตุลาคม พุทธศักราช 2568

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ขอแสดงความอาลัยอย่างสุดซึ้งต่อการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเปี่ยมด้วยพระเมตตา พระปรีชาสามารถ และพระราชกรณียกิจอันเป็นคุณูปการยิ่งต่อประเทศชาติ

เพื่อแสดงออกซึ่งความจงรักภักดีและความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมาคมฯ เห็นควรกำหนดแนวทางการดำเนินกิจกรรมด้านการตลาดของภาคธุรกิจให้เป็นไปด้วยความเหมาะสมและสำรวม

แนวปฏิบัตินี้ครอบคลุมช่วงเวลา 15 วันแรกนับจากวันที่มีแนวทางนี้มีผลบังคับใช้ และขอแนะนำให้ดำเนินการด้วยความระมัดระวังต่อเนื่องอีก 15–30 วัน เป็นอย่างน้อย

แนวทางการปฏิบัติ (4 Do’s)
1. Adjust —ปรับโทนการสื่อสารให้สุภาพ สำรวม และเหมาะสมกับกาลเทศะ
ขอให้ทุกองค์กรใช้ภาษาที่สุภาพและลดทอนความรื่นเริงในทุกช่องทางการสื่อสาร สามารถดำเนินการขายหรือประชาสัมพันธ์ได้ แต่ให้หลีกเลี่ยงมุกตลก ภาพเคลื่อนไหวเร็ว สีสันจัดจ้าน หรือดนตรีที่เร้าอารมณ์
2. Access — ตรวจสอบและปรับแผนการตลาดให้สอดคล้องกับสถานการณ์
ขอให้ทบทวนสื่อโฆษณา แคมเปญประชาสัมพันธ์ และกิจกรรมทางการตลาดที่อยู่ระหว่างดำเนินการหรือที่เตรียมเผยแพร่ในช่วงเวลาดังกล่าว เพื่อให้เหมาะสมทั้งในด้านเนื้อหาและบรรยากาศของสังคม
3. Appreciate — สื่อสารด้วยความเคารพและถวายความอาลัยอย่างถูกต้อง
สามารถแสดงความอาลัยได้โดยใช้ถ้อยคำที่สำรวมและถูกต้อง หากมีการกล่าวถึงพระราชกรณียกิจควรเน้นถึงพระมหากรุณาธิคุณโดยไม่ใช้ภาษาหรือภาพในเชิงโฆษณา ทั้งนี้การจัดกิจกรรมถวายความอาลัย เช่น การยืนสงบนิ่งก่อนเริ่มงาน ถือเป็นแนวทางที่เหมาะสม

4. After — การกลับเข้าสู่ภาวะปกติด้วยความเคารพ
ภายหลังครบ 15 วัน องค์กรสามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมการตลาดได้ตามปกติ อย่างไรก็ดี ควรรักษาความเหมาะสมต่อเนื่องอีกระยะ โดยเฉพาะกิจกรรมที่มีลักษณะรื่นเริงหรือเฉลิมฉลอง ควรเลื่อนออกไปจนกว่าบรรยากาศแห่งความอาลัยจะสิ้นสุดลง

แนวทางสิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติ (4 Don’t s)
1. Amusing — หลีกเลี่ยงกิจกรรมบันเทิงหรือเฉลิมฉลองทุกประเภท
งดจัดกิจกรรมที่มีลักษณะสนุกสนาน เฮฮา หรืออลังการ เช่น คอนเสิร์ต ปาร์ตี้ หรือกิจกรรมส่งเสริมการขายที่มีโทนรื่นเริง
2. Aggressive — ห้ามใช้โทนการสื่อสารที่เร้าอารมณ์หรือกระตุ้นความสนุก หลีกเลี่ยงข้อความ ภาพ หรือเสียงที่เชิญชวนให้เกิดความตื่นเต้น เช่น “ปาร์ตี้ความสุข!” “สนุกสุดเหวี่ยง!”,“เทศกาลสุดมันส์!”
3. Abuse — ห้ามนำพระบรมฉายาลักษณ์หรือพระราชกรณียกิจมาใช้ในเชิงพาณิชย์
ห้ามใช้พระบรมฉายาลักษณ์ พระราชกรณียกิจ หรือถ้อยคำถวายความอาลัยเพื่อประโยชน์ทางการค้า
4. Ambiguous — หลีกเลี่ยงการสื่อสารที่อาจถูกตีความว่าไม่เหมาะสม
ไม่เผยแพร่เนื้อหา ภาพ เสียง หรือถ้อยคำที่อาจขัดกับบรรยากาศแห่งความอาลัยหรืออาจถูกมองว่าไม่ให้เกียรติหรือหมิ่นเหม่ต่อสถานการณ์

ในห้วงเวลาแห่งความอาลัย การตลาดที่เหมาะสมที่สุด คือการสื่อสารด้วยความเคารพ ความรับผิดชอบ และความเข้าใจในจิตใจของประชาชน สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยขอเชิญชวน สมาชิกทุกท่านร่วมแสดงความจงรักภักดีและถวายความอาลัยอย่างสูงสุด

ทั้งนี้แนวทางข้างต้นเป็นคำแนะนำเบื้องต้นเพื่อการปฏิบัติที่เหมาะสม สมาชิกต้องติดตามประกาศของทางราชการที่เกี่ยวข้องต่อไป

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT)

Tags:

ผู้เขียน
MAT TEAM

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

ประกาศผล!
แคมเปญการตลาดฯ ที่ผ่านเข้ารอบสุดท้าย Finalists
Marketing Award of Thailand 2025

2.6k
SHARE

วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม 2568

ตามที่สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ได้มีการจัดโครงการประกวดแคมเปญการตลาดประจำปี ภายใต้ชื่องาน “Marketing Award of Thailand 2025” เพื่อส่งเสริมและเชิดชูนักการตลาดไทยที่มีศักยภาพ เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และให้การสนับสนุนการพัฒนานักการตลาดไทยให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล และในปีนี้ มีผู้เข้าร่วมส่งผลงานเข้าร่วมทั้งสิ้น 113 ผลงาน จาก 63 องค์กรทั่วประเทศ ซึ่งทุกๆผลงานได้รับการตัดสิน และคัดเลือกอย่างถี่ถ้วน และเป็นธรรมจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ

ในนามของสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ขอแสดงความยินดีกับทุกองค์กรที่ผ่านเข้ารอบ และขอขอบพระคุณผู้เข้าร่วมประกวดทุกองค์กร ที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้

โดยแคมเปญ จาก 4 กลุ่มผลงาน ที่ผ่านการเข้ารอบสุดท้าย (Finalists) ได้แก่

Award Category 1 : Strategic Marketing แคมเปญการตลาดที่มีความเป็นเลิศด้านกลยุทธ์
  • GrabFood Group Order รักนะกรุ๊ป ๆ – บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด
  • Drone Health Care ดูแลโดรนใจ – บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด
  • HIDDEN GEMS UNLOCK ปลุกพลังร้านลับ… ให้เป็นฮีโร่ของไซต์งาน – บริษัท เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น จำกัด
  • รถดำนาคูโบต้า “กล้า ท้า เปลี่ยน” – บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด
  • KFC MOTHER’S DAY – BUCKET WARE – บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด

Award Category 2 : Brand Experience & Communication แคมเปญการตลาดที่มีความเป็นเลิศด้านการสร้างคุณค่าของแบรนด์
  • Mama OK Squid Ink – บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด
  • แผ่นบรรเทาซวย The Relief Sheet – บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน)
  • หากันจนเจอ – บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)
  • Good Walk Thailand – บริษัท เอสซีจี แลนด์สเคป จำกัด
  • The World’s Great Celebration – บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)

Award Category 3 : Innovations & Martech แคมเปญการตลาดที่มีความเป็นเลิศด้านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสร้างผลลัพธ์ใหม่ให้แก่ธุรกิจ
  • ช่างจริงใจ นำเรื่องจริงมาใส่ใจ – บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด
  • GrabFood Group Order รักนะกรุ๊ป ๆ – บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด
  • Grab Dine Out The Hottest Way to Eat Out – บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด
  • The Flooded room – Ikano (Thailand) Limited
  • วัสดุก่อสร้างซื้อด่วน…ง่ายๆ แค่ 1..2.. ซั่ม!! – บริษัท เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น จำกัด

Award Category 4 : Sustainable Marketing แคมเปญการตลาดที่มีความเป็นเลิศด้านความยั่งยืน
    • ‘The First Coffee Club Green Cafe’ : Where Every Cup Supports a Sustainable Future – MF Cafe & Restaurant Co.,Ltd
    • The Roza Changed Recipes – Hi-Q Food Products Co., Ltd.
    • Krungsri ESG Awards and Krungsri ESG Academy – ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)
    • รื้อ แลก ลด – CRC Sports Co., Ltd.
    • The Flooded room – Ikano (Thailand) Limited

หมายเหตุ: การแจ้งผลการตัดสินในเอกสารนี้ เป็นการจัดเรียงตามลำดับใบสมัครของแคมเปญ โดยไม่ได้จัดเรียงตามระดับคะแนนแต่อย่างใด


สำหรับผู้ผ่านเข้ารอบ Finalists ตามรายชื่อที่แจ้งไว้ ทางสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย จะติดต่อผู้ประสานงาน ตามรายละเอียดที่ได้ให้ไว้ในใบสมัคร เพื่อนัดหมายขั้นตอนการเตรียมตัว และ ช่วงเวลาสัมภาษณ์ ในวันอาทิตย์ที่ 19 ตุลาคม 2568 ตั้งแต่เวลา 09.30 – 12.30 น. ในรูปแบบการสัมภาษณ์ทางออนไลน์ (ZOOM)

หากต้องการสอบถามเพิ่มเติม ติดต่อ คุณจิราภรณ์
อีเมล์: [email protected] โทร. 099-242-5244

เอกสารประกาศรายชื่อผู้ผ่านเข้ารอบ Final (สัมภาาณ์ออนไลน์)
Tags:

ผู้เขียน
MAT TEAM

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

MAT X SET
ลงนามความร่วมมือ
“โครงการพัฒนาและสนับสนุนวิสาหกิจเริ่มต้น และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม”
พัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย

2.6k
SHARE

21 สิงหาคม 2568ดร. บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และ คุณประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้ช่วยผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ “โครงการพัฒนาและสนับสนุนวิสาหกิจเริ่มต้น และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม” เพื่อยกระดับความรู้และความพร้อมแก่ผู้ประกอบการไทยในยุคดิจิทัล

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) จับมือพัฒนาคอนเทนต์ความรู้และโครงการฝึกอบรม เพื่อเสริมทักษะการตลาด การสร้างแบรนด์ และการบริหารจัดการธุรกิจ ให้ผู้ประกอบการ Startups และ SMEs สามารถแข่งขันและเติบโตอย่างยั่งยืน โดยความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นการให้ความรู้เชิงปฏิบัติที่เข้าถึงได้ ผ่านช่องทาง LiVE Platform และสื่อออนไลน์ของทั้งสองหน่วยงาน เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ประกอบการในด้านต่าง ๆ ดังนี้

  • คอนเทนต์ความรู้แบบวิดีโอสั้น เพื่ออธิบายแนวทางการตลาด เทคนิคการสร้างแบรนด์ และการบริหารจัดการที่สามารถนำไปใช้ได้จริง
  • Education Platform หลักสูตรพื้นฐานและ e-Learning สำหรับผู้เริ่มต้นและผู้ประกอบการรายย่อย
  • Scaling Up Platform หลักสูตรเชิงลึก การอบรมเชิงปฏิบัติ การจับคู่ทางธุรกิจ (business matching) และการให้คำปรึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมในการขยายธุรกิจและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน
  • LIVE Exchange พื้นที่ในระบบตลาดทุนที่สนับสนุนช่องทางระดมทุน การซื้อขาย และการแลกเปลี่ยนสำหรับ Startups/SMEs ที่มีศักยภาพ
เป้าหมายของความร่วมมือ
  • ยกระดับทักษะการตลาดและการบริหารให้กับผู้ประกอบการไทย
  • เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ Startups/SMEs ทั้งในประเทศและภูมิภาค
  • สนับสนุนการเติบโตอย่างยั่งยืนและการเข้าถึงแหล่งระดมทุนผ่านกลไกที่เป็นระบบ
ประโยชน์สำหรับผู้ประกอบการ
  • เข้าถึงเนื้อหาและหลักสูตรที่ออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดและการเงิน
  • โอกาสเข้าร่วมกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ การให้คำปรึกษา และการอบรมเชิงลึก
  • ช่องทางเชื่อมต่อแหล่งทุนและเครือข่ายที่สนับสนุนการขยายธุรกิจ
ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม

สามารถติดตามรายละเอียดกิจกรรม หลักสูตร และกำหนดการผ่านช่องทางของ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) และ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET)


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ:
จิราภรณ์ พึ่งสัตย์
รองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด – กิจกรรมและการสื่อสาร
สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย
โทรศัพท์ : 099 242 5244 อีเมล :[email protected]
เว็บไซต์ : www.marketingthai.or.th.

รูปภาพอื่น ๆ
Tags:

ผู้เขียน
MAT TEAM

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

MAT เชิญชวนสมาชิกร่วมงานสัมมนา SME แห่งปี
“SME ต้องรอด 2025”

2.6k
SHARE

ปักหมุดสุดยอดงานสัมมนา SME แห่งปี “SME ต้องรอด 2025” มาปลดล็อคศักยภาพธุรกิจไทย พลิกเกม ฝ่าวิกฤตเศรษฐกิจไปด้วยกัน

ในวันอาทิตย์ที่ 31 สิงหาคม 2568 เวลา 10.00 – 17.00 น. ณ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย, ชั้น 6 และ 7 อาคาร B
ลงทะเบียนฟรีที่นี่ https://bit.ly/44JhJ6E

เตรียมพบกับการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าของประเทศ ที่จะมาเปิดทุกมุมมอง พร้อมเสิร์ฟกลยุทธ์ที่ “ใช้ได้จริง” แบบไม่มีกั๊ก!ให้คุณเข้าใจทุกเทรนด์ ทั้งเศรษฐกิจ เทคโนโลยี การเงิน การเข้าถึงแหล่งทุน และการบริหารคน

เจาะลึกทุกแง่มุมธุรกิจ ใน 4 STAGES ที่คุณต้องห้ามพลาด
  • Main Stage — เวทีหลักที่พา SME อัปเดตเทรนด์เศรษฐกิจ ผู้บริโภค และเทคโนโลยี พร้อมเปิดมุมมองใหม่ในการคิดแบบเจ้าของตัวจริง ผ่านบทเรียนธุรกิจจริง
  • Empower Stage — เวทีที่ช่วยเสริมพลังติดอาวุธให้กับ SME ให้พร้อมรอดและโต ด้วยเทคนิคการบริหารคน คุมต้นทุน และการใช้ AI
  • Breakthrough Stage — เวทีสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการปรับตัว พาธุรกิจไปต่อ ที่ไม่ใช่แค่รอด แต่ต้องรุ่ง!
  • Survive Stage — เวทีที่พาเจ้าของกิจการเข้าใจเกมการเงิน การบริหารทุน และเทคนิคการเข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมทั้งแชร์บทเรียนสำคัญเรื่องการเงิน และโอกาสพบกับแหล่งทุนจริง ผ่านมุมมองวงในจากธนาคาร และเวที Pitching ของ SME ดาวรุ่ง ที่จะเปิดโอกาสในการต่อยอดธุรกิจ

พิเศษ ภายในงานมีสิทธิพิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมงานมากมาย อาทิ

  • บริการจาก Service provider (Business Strategy / HR / MarTech / AI & Digital) ในราคาพิเศษเฉพาะงานนี้เท่านั้น
  • ข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่สนับสนุนเงินทุน (Grant & Funding) สำหรับ SMEs/Startups ในประเทศไทย
  • บริการเข้าถึงแหล่งทุนจาก SME D Bank ดอกเบี้ยต่ำ ทั้งสินเชื่อปลุกพลัง SME และ Green Productivity
  • รับคำปรึกษาการสนับสนุนทุนจากหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ NIA / TEDFund / depa / สวทช./ บพข.
  • โอกาสการเข้าถึงแหล่งทุน และการลงทุนบนตลาดหลักทรัพย์ SET – mai – LiVEx

ใครควรมางานนี้?

  • ผู้ประกอบการ SMEs และ Startups ที่ต้องการพาธุรกิจรอดและเติบโต
  • ผู้บริหารทุกระดับ ที่ต้องการอัปเดตวิธีคิดและขับเคลื่อนองค์กร
  • ทีมงานสายพัฒนาองค์กรด้าน Marketing / HR / Digital Technology / Fundraising ที่มองหาโอกาสใหม่ๆ

ลงทะเบียนฟรีที่นี่ https://bit.ly/44JhJ6E

สอบถามเพิ่มเติมติดต่อ SET Contact Center โทร 02-009-9999

LINE Official (LiVE Platform): @liveplatform (มี @)


สอบถามเพิ่มเติมติดต่อ
1. สุนัดดา 02-009-9761
2. วรุศม์ 02-009-9189
3. พิยดา 02-009-9085
4. ธัญพร 09-009-9590

Tags:

ผู้เขียน
MAT TEAM

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

Decoding the RUPT World by Slingshot

2.6k
SHARE
เมื่อโลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป: ผู้นำไทยต้องปรับอย่างไรให้ไม่ตกสนาม

สลิงชอท กรุ๊ป บริษัทที่ปรึกษาด้านการพัฒนาผู้นำและองค์กร เผย Insight ล่าสุดผ่านโมเดล RUPT กรอบคิดใหม่ที่ช่วยให้ผู้นำเข้าใจโลกที่ยุ่งเหยิง และพร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้รอดและโตได้จริง

จาก VUCA ถึง BANI แล้วมาสู่ RUPT: โลกมันเปลี่ยนไปขนาดไหน

โลกธุรกิจทุกวันนี้ ไม่ใช่แค่เร็วขึ้น แต่ยังเต็มไปด้วยความย้อนแย้ง คาดเดาไม่ได้ และพันกันยุ่งเหยิงกว่าเดิม โมเดลเดิมอย่าง VUCA หรือ BANI อาจไม่เพียงพอในการอธิบายสิ่งที่ผู้นำกำลังเผชิญอีกต่อไป จึงเป็นที่มาของโมเดลใหม่อย่าง RUPT ที่เข้ามาสะท้อนความเปลี่ยนแปลงที่ซับซ้อนกว่าเดิมและรวดเร็วเกินคาด

วิวัฒนาการของโมเดลความเข้าใจโลกธุรกิจได้พัฒนาไปตามยุคสมัย โดย

VUCA (Volatile, Uncertain, Complex, Ambiguous) เคยเป็นคำตอบของโลกที่มีเทคโนโลยีใหม่ๆ และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เพิ่มมากขึ้น โลกเริ่มมีความผันผวนและไม่แน่นอนมากขึ้น

ต่อมา BANI (Brittle, Anxious, Non-linear, Incomprehensible) เข้ามาเสริมจาก VUCA ในยุคโควิด เพราะโลกตอนนั้นทำให้คนรู้สึกเปราะบางและเต็มไปด้วยความวิตกกังวล

แต่วันนี้ โลกกลับ “เร็วขึ้น คาดเดายากขึ้น ย้อนแย้งขึ้น ยุ่งเหยิงขึ้น” และต้อง “คิดหลายทางพร้อมกัน” เราจึงต้องการโมเดลที่ไม่ใช่แค่การอยู่รอด แต่ต้องเข้าใจความยุ่งเหยิงแบบใหม่และพัฒนาทักษะให้ทัน นั่นคือที่มาของ RUPT

ทำความรู้จัก RUPT: สนามแข่งขันของผู้นำยุคใหม่

RUPT ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบหลักที่เปลี่ยนวิธีคิดของผู้นำ:

  • Rapid (รวดเร็ว) ทุกอย่างเปลี่ยนทันที ยุทธศาสตร์ดีแค่ไหน ถ้าช้า ก็แพ้ ความเร็วในการตัดสินใจและดำเนินการกลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการแข่งขัน
  • Unpredictable (คาดเดาไม่ได้) พฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยี หรือคู่แข่ง เปลี่ยนแบบไม่มีสัญญาณเตือน สิ่งที่เคยเป็นจริงเมื่อวานนี้ อาจไม่ใช่ความจริงในวันนี้
  • Paradoxical (ย้อนแย้ง) ต้องเลือกทั้ง “เติบโต” และ “ยั่งยืน”, “ประหยัด” และ “สร้างนวัตกรรม” พร้อมกัน ผู้นำต้องสามารถจัดการกับความขัดแย้งที่ดูเหมือนจะแก้ไขไม่ได้
  • Tangled (ซับซ้อนและยุ่งเหยิง) เรื่องหนึ่งโยงไปอีกหลายเรื่อง การแก้ปัญหาเดี่ยวๆ ใช้ไม่ได้อีกต่อไป ต้องมองภาพรวมและเข้าใจความเชื่อมโยงที่ซับซ้อน
4 แนวทางที่ผู้นำต้องมี เพื่อวิ่งนำหน้าโลกที่เปลี่ยนแปลง
งานวิจัยของเราสรุปออกมาเป็น 4 แนวทางปฏิบัติสำคัญที่ผู้นำในโลก RUPT ควรทำ:
  • Predictability: สร้างความชัดเจนจากความคลุมเครือ มองเห็นภาพอนาคตแม้ข้อมูลยังไม่ครบ ผู้นำต้องสามารถระบุแนวโน้มและสร้างสถานการณ์สมมติเพื่อเตรียมพร้อม
  • Adaptability: ปรับตัวให้เร็ว ไม่ยึดติดกับแผนเดิมเมื่อสถานการณ์เปลี่ยน ความยืดหยุ่นและการเรียนรู้อย่างรวดเร็วเป็นกุญแจสำคัญ
  • Resilience: ฟื้นตัวจากความล้มเหลว เรียนรู้จากวิกฤต สร้างความแข็งแกร่งภายในที่ทำให้องค์กรสามารถยืนหยัดและก้าวต่อไปได้
  • Agility: ว่องไวในการคิด ตัดสินใจ และเคลื่อนตัว โดยไม่ติดกรอบมากเกินไป การตอบสนองอย่างรวดเร็วและแม่นยำต่อการเปลี่ยนแปลง

โลกไม่รอเราอีกต่อไป แล้วผู้นำไทยพร้อมหรือยัง..

RUPT ไม่ใช่แค่คำจำกัดความของโลกยุคใหม่ แต่มันคือสนามแข่งขันจริงที่ผู้นำต้องลงไปเล่นในทุกวันสิ่งที่เคยได้ผล อาจไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป และ “ความสามารถเดิม” จะกลายเป็น “อุปสรรคใหม่” ถ้าไม่ปรับตัว

สำหรับผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดงานวิจัยฉบับเต็ม “Decoding the RUPT World” ได้ที่ https://mailchi.mp/c11016712415/rupt_world_2

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ขอขอบคุณ Slingshot Group สำหรับข้อมูลที่เป็นประโยชน์นี้ ซึ่งเป็นองค์ความรู้ที่มีคุณค่าต่อผู้นำและนักการตลาดในยุคเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริง

Tags:

ผู้เขียน
MAT TEAM

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

ชวนสมาชิกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย
ชิงทุน School of Strategist รุ่น 7
มุ่งสู่ความสำเร็จในเส้นทางใหม่
ADcademy by AD ADDICT
สนับสนุนนักกลยุทธ์คิดนอกกรอบ
แจก “ทุนเรียนฟรี” เต็มจำนวน !

2.6k
SHARE

โอกาสดีสำหรับสมาชิกสมาคมด้านโฆษณาและการตลาดของไทย กับการ “ชิงทุนเรียนฟรี” ในคอร์ส School of Strategist รุ่นที่ 7 หลักสูตรปั้นนักกลยุทธ์รุ่นใหม่จาก ADcademy by AD ADDICT มูลค่ารวมกว่า 238,000 บาท 

ADcademy สถาบันสร้างสรรค์ความรู้ด้านโฆษณา การตลาด ที่ก่อตั้งโดย AD ADDICT ได้มีการจัดหลักสูตรอบรมด้านกลยุทธ์อย่าง School of Strategist (SOS) หลักสูตรที่จะเปลี่ยนให้คุณกลายเป็นนักกลยุทธ์มืออาชีพในเวลาเพียง 6 สัปดาห์ สอนโดยตัวจริงในวงการ “คุณบี สโรจ เลาหศิริ” พร้อมเหล่าวิทยากรรับเชิญ และการลงมือทำโจทย์จริงจากแบรนด์ต่าง ๆ 

ด้วยกระแสตอบรับที่ดีอย่างล้นหลาม ทำให้หลักสูตร School of Strategist (SOS) ได้จัดต่อเนื่องมาเป็นรุ่นที่ 7 ซึ่งทาง ADcademy by AD ADDICT ยังคงเล็งเห็นศักยภาพของนักโฆษณา นักการตลาดรุ่นใหม่มาโดยตลอด จึงอยากที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันพวกเขาให้ได้พัฒนาความรู้ความสามารถ เพื่อนำไปต่อยอดอาชีพ และวงการโฆษณา การตลาดในอนาคต ผ่านการมอบ “ทุนการศึกษาเต็มจำนวน” ให้แก่สมาชิกสมาคมโฆษณาและการตลาดทั้ง 4 สมาคม สมาคมละ 1 ทุน รวมมูลค่ากว่า 238,000 บาท ซึ่งดำเนินการมาเป็นครั้งที่ 2 แล้ว

ผู้ที่สนใจสามารถเข้าร่วมชิงทุนได้ที่ >> rebrand.ly/SOS7Scholarship (หมดเขตวันที่ 20 กรกฎาคมนี้)

คุณสมบัติผู้สมัคร “ชิงทุนเรียนฟรี” หลักสูตร School of Strategist (SOS) รุ่นที่ 7

  • มีอายุไม่เกิน 35 ปี
  • เป็นพนักงาน Full-time ในบริษัทที่เป็นหนึ่งในสมาชิกของ 4 สมาคม ได้แก่ 
  1. สมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย (AAT) 
  2. สมาคมโฆษณาดิจิทัลประเทศไทย (DAAT)
  3. สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT)
  4. สมาคมเทคโนโลยีเพื่อการตลาด (MARTECH)
  • ทำงานอยู่ในตำแหน่งงานที่เกี่ยวข้องและสอดคล้องกับด้านวางแผนกลยุทธ์
  • มีใจรักในการเรียนรู้ และต้องการพัฒนาศักยภาพของตัวเอง เพื่อนำไปพัฒนาการทำงาน
  • มีผลงานโดดเด่น และมีศักยภาพในการนำความรู้ไปพัฒนาวงการโฆษณา การตลาด
  • สามารถเข้าร่วมหลักสูตรในทุกกิจกรรมอย่างครบถ้วนตั้งแต่วันที่ 12 กันยายน – 17 ตุลาคม 2025
  • สามารถเข้าร่วมกิจกรรมและยอมรับเงื่อนไขที่หลักสูตรกำหนดอย่างครบถ้วน

กำหนดการรับสมัคร และเกณฑ์การคัดเลือก

  • สมัครชิงทุนได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 20 กรกฎาคม 2025
  • ประกาศผลการคัดเลือกวันที่ 25 กรกฎาคม 2025 ที่ ADcademy by AD ADDICT

**หมายเหตุ  : 

  1. การแจกทุนทาง ADcademy by AD ADDICT จะแจกสมาคมละ 1 ที่นั่งเท่านั้น รวม 4 ที่นั่ง (กรณีที่สมาชิกบางสมาคมไม่มีผู้สมัคร ทางเราจะคัดเลือกเพิ่มเติมจากสมาคมอื่น ๆ)
  2. การคัดเลือกผู้มีสิทธิรับทุนจากทาง ADcademy by AD ADDICT ถือเป็นที่สิ้นสุด

“ราคาพิเศษ” สำหรับสมาชิกสมาคม ได้เลยไม่ต้องลุ้น !

พิเศษ ! สำหรับสมาชิกสมาคมท่านใดที่สนใจเข้าเรียนหลักสูตร School of Strategist (SOS) รุ่นที่ 7 ทาง ADcademy by AD ADDICT มีราคาพิเศษให้ ดังต่อไปนี้

  • เหลือเพียงท่านละ 47,500 บาท (จากราคาเต็ม 59,500 บาท) 
  • ใครที่มา 2 ท่านขึ้นไป ลดเพิ่มเหลือ เหลือท่านละ 45,500 บาท 

สนใจสมัครเรียนได้ที่ : rebrand.ly/SOS7Association 

 ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักสูตร School of Strategist (SOS)

School of Strategist หลักสูตรระยะสั้นที่จะปั้นให้นักวางแผนกลยุทธ์รุ่นใหม่ กลายเป็นมือโปรได้ใน 6 สัปดาห์  จัดเต็มด้วยเนื้อหาความรู้ประสบการณ์ และ Workshop โจทย์สุดเข้มข้น ครอบคลุมทั้งเรื่องแบรนด์ การตลาด การสื่อสาร ดิจิทัล และดาต้า โดย ‘บี สโรจ เลาหศิริ’ ตัวจริงแห่งวงการการตลาดและโฆษณายุคใหม่ ที่เอเจนซีและแบรนด์ไหนก็ไม่ควรพลาด

สิ่งที่จะได้รับทันทีหลังจากเรียนหลักสูตรนี้

  • เข้าใจทฤษฎี แนวคิด ด้านการวางกลยุทธ์ การตลาดที่จำเป็นอย่างครบถ้วน
  • วางแผนกลยุทธ์ในโจทย์ธุรกิจและการตลาดที่หลากหลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สามารถทำงานร่วมกับทีมและพาร์ทเนอร์ได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น
  • Certificate รับรองการเป็นนักกลยุทธ์มืออาชีพโดยหลักสูตร School of Strategist
  • ได้ Connection และเพื่อนใหม่ ๆ ในแวดวงการตลาดและการวางแผนกลยุทธ์

รายละเอียดการเรียน 

  • วัน: เรียนทุกวันศุกร์ (6 วัน 6 สัปดาห์) ตั้งแต่ 12 กันยายน – 17 ตุลาคม 2025
  • เวลา: 9.00 – 17.30 น.
  • สถานที่: โรงแรมติดรถไฟฟ้า (ยกเว้นสัปดาห์ที่ 6)

ติดต่อสอบถาม

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม และสมัครเข้าร่วมโครงการชิงทุนได้ที่ rebrand.ly/SOS7Scholarship

หรือ https://www.facebook.com/ADcademyTH  

โทร : 096-161-9697 (คุณเอเชี่ยน)

Tags:

ผู้เขียน
MAT TEAM

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

ครั้งแรก! 3 องค์กรยักษ์ใหญ่
ผนึกกำลังกว่า 900 องค์กรทั่วประเทศ
ยกระดับการบริจาคโลหิต เป็น “วาระแห่งชาติ”
เปิดตัวแคมเปญ #BLOODCONNECT
ปลุกพลัง Gen Z บริจาคโลหิตอย่างยั่งยืน

2.6k
SHARE

ครั้งแรกของความร่วมมือครั้งยิ่งใหญ่ 3 องค์กรสำคัญ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) และสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย (AAT) เป็นแกนสำคัญรวมพลังองค์กรพันธมิตรกว่า 900 องค์กรทั่วประเทศ ร่วมยกระดับการบริจาคโลหิตเป็น “วาระแห่งชาติ” ปลุกพลังเยาวชนคน Gen Z ชวนบริจาคโลหิตผ่านแคมเปญ #BLOODCONNECT ภายใต้แนวคิด “We Are All Connected – เลือดเชื่อมชีวิต…ให้ทุกชีวิตได้ไปต่อ” สร้างการเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยการบริจาคโลหิต มอบโอกาส มอบความสุข มอบอนาคตให้ผู้ป่วยได้ใช้ชีวิตในรูปแบบที่ต้องการ จุดไฟคน Gen Z เห็นความสำคัญของการบริจาคโลหิตเป็นประจำทุก 3 เดือน ให้มีปริมาณโลหิตสำรองเพียงพอสำหรับผู้ป่วยทั่วประเทศ

รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงประสบศรี อึ้งถาวร ประธานคณะกรรมการจัดหาและส่งเสริมผู้ให้โลหิตแห่งสภากาชาดไทย เปิดเผยว่า จากสถิติการบริจาคโลหิตในประเทศไทย ของศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ พบว่าในปี 2566 และปี 2567 มีประชากรที่บริจาคโลหิตเพียง 1.63 ล้านคน จาก 66 ล้านคน และ 1.65 ล้านคน จาก 66 ล้านคน ตามลำดับ เป็นจำนวนโลหิตบริจาคในปี 2566 จำนวน 2,818,774 ยูนิต คิดเป็นร้อยละ 3.7 หรือประชากร 1,000 คน จะมีผู้บริจาคโลหิตเพียง 37 คนเท่านั้น ขณะที่สถิติความถี่ในการบริจาคโลหิตเมื่อปี 2567 พบว่า ผู้บริจาคโลหิตปีละ 4 ครั้ง มีเพียงร้อยละ 4.5 ขณะที่ผู้บริจาคโลหิตปีละ 1 ครั้ง มีมากถึงร้อยละ 67 หากมีผู้บริจาคโลหิตประจำทุก 3 เดือน หรือปีละ 4 ครั้งเพิ่มมากขึ้น จะทำให้มีโลหิตเพียงพอสำหรับผู้ป่วยอย่างสม่ำเสมอตลอดปี

ปัจจุบันกลุ่มเยาวชน Gen Z นับเป็นกลุ่มเป้าหมายสำคัญที่สามารถบริจาคโลหิตได้อย่างยั่งยืนต่อไป ในอนาคต เยาวชนกลุ่มนี้เป็นคนรุ่นใหม่ผู้ที่ชื่นชอบและสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงของสังคม หากเริ่มต้นเป็นผู้บริจาคโลหิตตั้งแต่อายุ 17 ปีบริบูรณ์ จะมีช่วงระยะเวลาบริจาคโลหิตได้อย่างต่อเนื่องยาวนาน แต่จากสถิติการบริจาคโลหิตที่น่าสนใจของกลุ่มเยาวชน ที่มีอายุระหว่าง 17-20 ปี ระหว่างปี 2566 – 2567 คิดเป็นร้อยละ 10 จากผู้บริจาคโลหิตในทุกช่วงอายุ โดยในปี 2566 มีเยาวชนบริจาคโลหิต จำนวน 167,478 คน จากผู้บริจาคโลหิต 1.63 ล้านคน ขณะที่ปี 2567 มีเยาวชนบริจาคโลหิต จำนวน 162,170 คน จากผู้บริจาคโลหิต 1.65 ล้านคน

ดร.ลักขณา ลีละยุทธโยธิน ประธานอนุกรรมการรณรงค์เพิ่มผู้บริจาคโลหิต ในคณะกรรมการจัดหา และส่งเสริมผู้ให้โลหิตแห่งสภากาชาดไทย ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เปิดเผยว่า จากสถิติ ดังกล่าวจึงเป็นที่มาของความร่วมมือครั้งสำคัญระหว่าง 3 ภาคีหลักในสังคมไทย ได้แก่ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) และสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย (AAT) ที่เป็นแกน สำคัญในการรวมพลังกับภาคเอกชนชั้นนำทั่วประเทศ สร้างสรรค์แคมเปญในรูปแบบ Public Service Advertising Campaign เพื่อขับเคลื่อนสังคมด้วยพลังของความคิดสร้างสรรค์ และความรู้ในวิชาชีพด้านการตลาด และโฆษณา จุดมุ่งหมายคือการสร้างความตระหนักรู้และกระตุ้นให้เกิดพฤติกรรมการบริจาคโลหิตอย่างต่อเนื่องใน กลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อให้ประเทศไทยมีปริมาณโลหิตสำรองเพียงพอสำหรับผู้ป่วยอย่างยั่งยืน

แคมเปญ #BLOODCONNECT ภายใต้แนวคิด “We Are All Connected – เลือดเชื่อมชีวิต… ให้ทุกชีวิตได้ไปต่อ” ถือเป็นจุดเริ่มต้นของพลังการตลาดเพื่อสังคมที่แท้จริง โดยมีเป้าหมายปลุกพลังคนรุ่นใหม่ให้ บริจาคโลหิตเป็นประจำทุก 3 เดือน พร้อมผลักดันให้เกิดการสร้างวัฒนธรรมใหม่ของการให้ที่ยั่งยืนในอนาคต นอกจากนี้ เรายังได้เชิญชวนภาคีเครือข่ายจากทั้งภาครัฐ เอกชน รัฐวิสาหกิจ รวมถึงแบรนด์ระดับประเทศและระดับโลก ร่วมเป็นกระบอกเสียงแห่งการให้ ผ่านการรณรงค์ทุกสื่อทั้งออฟไลน์และออนไลน์ นับเป็นเป็นก้าวแรกของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ที่เกิดจากความร่วมมือขององค์กรกว่า 900 แห่งทั่วประเทศ เพื่อเป้าหมายเดียวกันในการยกระดับการบริจาคโลหิตให้เป็น “วาระแห่งชาติ” อย่างแท้จริง

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (MAT) เปิดเผยว่า สมาคมการตลาดฯ มอบหมายให้ โอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ ผู้เชี่ยวชาญด้านแบรนด์ดิ้งและทีมงาน ซึ่งเป็นคณะกรรมการอำนวยการ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เป็นผู้รับผิดชอบในการกำหนดแนวคิดเชิงกลยุทธ์ และออกแบบโครงสร้างแคมเปญ โดยเน้นทำความเข้าใจอินไซต์ของคนรุ่นใหม่อย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะ Gen Z ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีพลังในการเปลี่ยนแปลงและแสวงหาความหมายจากการมีส่วนร่วม ซึ่งเป้าหมายของแคมเปญนี้คือการสร้างพฤติกรรมบริจาคโลหิตให้กลายเป็นวัฒนธรรมแห่งการให้ที่ยั่งยืน โดยได้นำไอเดียไปต่อยอดและประสานความร่วมมือจากสมาชิกต่าง ๆ ทั้งนักการตลาด นักสร้างแบรนด์ และองค์กรภาคเอกชนชั้นนำของประเทศ เน้นการมีส่วนร่วมในทุกมิติ ไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้คนผ่านสื่อหลากหลายช่องทาง นี่จึงเป็นมากกว่า แคมเปญเพื่อสังคม แต่เป็นการทำการตลาดเชิงรุกที่ตั้งเป้าเปลี่ยนพฤติกรรมและทัศนคติของทั้งสังคม สร้างแรงกระเพื่อมที่ส่งต่อได้จากรุ่นสู่รุ่น สะท้อนให้เห็นถึงพลังของการตลาดในมิติใหม่ ไม่ใช่เพียงขับเคลื่อนธุรกิจ แต่เป็นพลังที่สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีให้กับสังคมได้อย่างแท้จริง

นายรติ พันธุ์ทวี นายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย (AAT) เปิดเผยว่า เราเชื่อในพลังของความคิดสร้างสรรค์ที่จะช่วยสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดี และเราก็เชื่อในพลังของคนรุ่นใหม่ที่สนใจกับการทำสิ่งดีๆให้กับสังคมและโลกใบนี้ พวกเราเฟ้นหาไอเดียที่ต้องมีประสิทธิภาพสร้างการรับรู้และสร้างแนวร่วม ออกมาเป็นงานโฆษณาและการไวรัลคลิปที่แตกต่างไปจากเดิมทั้งในรูปแบบ วิธีการและช่องทางการสื่อสาร เรานำความเชี่ยวชาญและความคิดสร้างสรรค์จากเครือข่ายนักโฆษณาและครีเอทีฟระดับประเทศ มาร่วมกำหนดแผนสร้างคุณค่าของการสื่อสารให้สมกับเป็นแคมเปญ “เพื่อสังคม” อย่างแท้จริง ทั้งนี้เราได้รับความร่วมมือจากนักคิดสร้างสรรค์ระดับท้อปของประเทศ ผู้ได้รับรางวัลมากมายระดับโลกอย่างคุณสุทธิศักดิ์ สุจริตตานนท์และทีมงานมาร่วมสร้างสรรค์งานนี้ และเราก็เชื่อว่าแคมเปญนี้จะตอบโจทย์ insight ของ Gen Z อย่างตรงจุด อีกทั้งยังไม่ได้เป็นแค่การโฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่คือการวางรากฐานของ “ทัศนคติและวัฒนธรรม” แห่ง“การให้”ผ่านการเล่าเรื่องราวที่สร้างความรู้สึกและอารมณ์ร่วมกันได้อย่างแท้จริง นอกจากนี้สมาคมโฆษณาฯยังได้เชิญเซเลบริตี้ผู้มีจิตกุศล 4 ท่าน ได้แก่ “ดร.วิทย์ สิทธิเวคิน” “อุ้ม – อิษยา ฮอสุวรรณ” “กองทัพ พีค” และ “วิน – เมธวิน โอภาสเอี่ยมขจร” ให้เกียรติมาร่วมเป็นกระบอกเสียงสร้างแรงบันดาลใจ สร้างแรงจูงใจแบบไวรัลในโลกโซเชียลให้กลุ่มคนรุ่นใหม่เกิดการรับรู้ นำไปสู่เปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงพฤติกรรมและทัศนคติ ผลักดันการบริจาคโลหิตให้กลายเป็น “วาระแห่งชาติ” ที่ทุกคนรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน

ร่วมสร้างปรากฏการณ์ Blood Connect เลือดเชื่อมชีวิต ให้ทุกชีวิตได้ไปต่อ โดยโพสต์แบนเนอร์พร้อมกันทั่วประเทศ วันพุธที่ 18 มิถุนายน 2568 เวลา 09.00 น. ดาวน์โหลด Template ได้ที่ https://shorturl.asia/r8D2s หรือสแกน QR Code


ดาวน์โหลด
Template Blood Connect

ให้เลือดเชื่อมชีวิต…ให้ทุกชีวิตได้ไปต่อ บริจาคทั่วประเทศได้ที่
• ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย ถนนอังรีดูนังต์
• หน่วยรับบริจาคโลหิตประจำที่ (Fixed Station) ได้แก่ สถานีกาชาด 11 วิเศษนิยม (บางแค) เดอะมอลล์สาขาบางแค สาขาบางกะปิ สาขางามวงศ์วาน สาขาท่าพระ ศูนย์การค้าดิเอ็มโพเรียม และบ้านทรงไทย (ย่านวงศ์สว่าง)
• ภาคบริการโลหิตแห่งชาติ 12 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ จังหวัดลพบุรี ชลบุรี ราชบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น อุบลราชธานี นครสวรรค์ พิษณุโลก เชียงใหม่ นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง) สงขลา และภูเก็ต
• โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติ 8 แห่ง ในกรุงเทพฯ ได้แก่ โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช,
โรงพยาบาลรามาธิบดี, โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า, สถาบันพยาธิวิทยา ศูนย์อำนวยการแพทย์
พระมงกุฎเกล้า, โรงพยาบาลตำรวจ, คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช,
โรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลสิรินธร
• โรงพยาบาลสาขาบริการโลหิตแห่งชาติทั่วประเทศ

ให้โลหิตเป็นพลังที่ยิ่งใหญ่ ในการมอบโอกาส มอบความสุข มอบอนาคตให้ผู้ป่วยได้ใช้ชีวิตในรูปแบบที่ต้องการ และได้กำหนดชีวิตตัวเองต่อไป การบริจาคโลหิต 1 ครั้ง สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้มากกว่า 3 ชีวิต หลายคนอาจจะมีภูมิหลังและเรื่องราวที่แตกต่างกัน แต่ใต้ผิวหนังของทุกคนนั้น มีโลหิตไหลเวียนอยู่ ภายในร่างกาย การบริจาคโลหิตสามารถ “เชื่อมโยง” ทุกชีวิตในรูปแบบที่สวยงามและให้ชีวิตได้ไปต่อ

ดาวน์โหลดสื่อประชาสัมพันธ์ Blood Connect

#BLOODCONNECT #เชื่อมเลือดเชื่อมชีวิตเชื่อมทุกองค์กรเพื่อสังคมไทยที่ไม่ขาดเลือด


ขอบคุณที่ท่านได้กรุณาเผยแพร่ข่าวนี้
ฝ่ายจัดหาผู้บริจาคโลหิตและสื่อสารองค์กร ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย
โทรศัพท์ 0 2256 4300, 0 2263 9600-99 ต่อ 1760, 1761

Tags:

ผู้เขียน
MAT TEAM

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

สมัครรับข่าวสาร

logo