One of three columns
One of three columns
One of three columns

มูลนิธิเพื่อการศึกษาของสมาคมการตลาดฯ
เปิดรับสมัครนักศึกษาทุนต่อเนื่อง ปี 2569

2.6k
SHARE
The Future Marketer
ทุนการศึกษา ที่ให้มากกว่าโอกาสทางการศึกษา
เพื่อสร้างนักการตลาดแห่งอนาคต

รับสมัคร จำนวน 9 ทุน ทุนการศึกษาละ 36,000 บาท ต่อปีการศึกษา
พร้อมโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมสัมมนาหลักสูตรต่างๆ ฟรี!
เปิดรับสมัคร วันนี้ – 26 มิถุนายน 2569

สิ่งที่ได้รับ
  • ทุนการศึกษาต่อเนื่อง ทุนละ 36,000 บาท ต่อปีการศึกษา
  • โอกาสฝึกอบรมกับคอร์สของสมาคมการตลาด ฟรี!
  • โอกาสรับคำปรึกษา จากพี่ๆ นักการตลาดยุคใหม่ ที่จะให้คำแนะนำเป็นโค้ชให้คำปรึกษาแก่น้องๆ
  • โอกาสสมัครเข้าฝึกงานด้านการตลาดระหว่างเรียน
  • โอกาสในการสมัครงาน ในองค์กรชั้นนำเมื่อเรียนจบ โอกาสสร้างเน็ตเวิร์คใหม่ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และต่อยอดทางธุรกิจ
  • ได้พบปะเพื่อน ๆ ที่รับทุนปีเดียวกันในงาน Orientation Day 1 ครั้ง
คุณสมบัติผู้สมัคร
  • เกรดเฉลี่ย 2.0 ขึ้นไป
  • นักศึกษาที่เรียนวิชาที่เกี่ยวข้อง: การตลาด, การตลาดดิจิทัล, การสื่อสารการตลาด, บริหารธุรกิจ, ธุรกิจเพื่อสังคม, นวัตกรรมการค้า, นวัตกรรมและการประกอบการ, นวัตกรรมดิจิทัล ฯลฯ โดยจะต้องเป็นมหาวิทยาลัยในภาครัฐ
  • ไม่ได้รับทุนจากสถาบันอื่นอยู่ (กู้ กยศ. สามารถขอทุนได้)
เอกสารข้อมูลประกอบการคัดเลือก
  • ไฟล์ใบสมัคร ที่ได้รับจากอีเมลล์ โดยกรอกข้อมูลเรียบร้อย (ใบสมัคร, ความเห็นอาจารย์ที่ปรึกษา, บรรยายประวัติส่วนตัว, บรรยายทัศนคติและความตั้งใจเป็นนักการตลาด)
  • จดหมายรับรองสถานะการเป็นนักศึกษา จากมหาวิทยาลัย
  • ผลการเรียน ที่ได้รับการรับรองจากมหาวิทยาลัย (Transcript)
  • ไฟล์รูปถ่ายตนเอง
  • อื่น ๆ เช่น Portfolio, Resume, CV (ถ้ามี)
ขั้นตอนการสมัครชิงทุน
  • ผู้สมัครส่งจะต้องกรอกใบสมัครในรูปแบบออนไลน์ พร้อมทั้งส่งไฟล์เอกสารประกอบเพิ่มเติมทาง ลิงก์ในอีเมลที่ได้รับ หลังจากการกรอกฟอร์มด้านล่างนี้ กรอกข้อมูลทั้งหมดและอัปโหลดเอกสารมาภายในวันที่ 26 มิถุนายน 2569 เท่านั้น
  • คณะกรรมการมูลนิธิฯ คัดเลือกและตรวจสอบเช็คประวัติ
  • มูลนิธิฯ ประกาศผลรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้ารับการสัมภาษณ์ ในวันที่ 7 สิงหาคม 2569 ทาง Facebook และเว็บไซต์ ของสมาคมการตลาดฯ
  • ผู้ผ่านเข้ารอบสอมสัมภาษณ์ต้องเข้าสอบสัมภาษณ์ ในวันที่ 30 สิงหาคม 2569 (ทางออนไลน์)
  • มูลนิธิฯ ประกาศผลการคัดเลือกผู้ได้รับทุนและระเบียบปฎิบัติประจำปี 2569 ทาง Facebook และเว็บไซต์ ของสมาคมการตลาดฯ ในวันที่ 1 กันยายน 2569
  • ผู้ได้รับทุนประจำปี 2569 ต้องเข้าร่วมงานปฐมนิเทศและเข้ารับทุนในวันที่ 6-7 กันยายน 2569 ณ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ถ.พระราม 4 กรุงเทพฯ

 

 

 

 

 


ผู้เขียน
MAT TEAM

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย
เผย 10 เทรนด์การตลาดไทย ปี 2569
ชี้บทบาทตลาดไทยต่อทิศทางการตลาดเอเชีย

2.6k
SHARE

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (Marketing Association of Thailand: MAT) ซึ่งเป็นสมาชิกของเครือข่าย สหพันธ์การตลาดแห่งเอเชีย (Asia Marketing Federation) ที่มีสมาชิกสมาคมการตลาดครอบคลุม 17 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วเอเชีย เผยแพร่ 10 เทรนด์การตลาดประเทศไทย ปี 2569” สะท้อนบทบาทสำคัญต่อการกำหนดทิศทางการตลาดในระดับภูมิภาคเอเชีย

เทรนด์การตลาดนี้ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของการตลาด ซึ่งขับเคลื่อนไปโดยเทคโนโลยี วัฒนธรรม และพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมสะท้อนว่าตลาดไทยกำลังเป็นหนึ่งในแหล่งอ้างอิงสำคัญด้านแนวคิดและนวัตกรรมทางการตลาดของภูมิภาค

“ทิศทางการตลาดของไทยในปี 2569 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากการสื่อสารแบบเพียงการโน้มน้าว ไปสู่การสร้างการมีส่วนร่วมจากการมองภาพกว้างไปสู่ความแม่นยำ นอกเหนือเพียงการให้คำสัญญาไปสู่การพิสูจน์ด้วยการลงมือทำจริง” ดร. สมชาติ (แดน) วิศิษฐชัยชาญ รองประธาน และประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเรียนรู้และนวัตกรรมการตลาด สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าว

“แบรนด์จำเป็นต้องสร้างความไว้วางใจผ่านประสบการณ์ที่มีคุณค่า และแสดงความรับผิดชอบอย่างสม่ำเสมอในทุกจุดสัมผัสกับผู้บริโภค อนาคตของการตลาดในเอเชียไม่ได้วัดกันที่ความดังหรือความเร็ว แต่ต้องอยู่บนรากฐานของความเข้าใจผู้บริโภค ความแม่นยำ และความน่าเชื่อถือ”

10 เทรนด์การตลาดสำคัญของประเทศไทย ปี 2569

  1. Agentic AI Marketing: When AI Acts, Not Assists

เมื่อนำเครื่องมือ AIมาใช้  ต้องให้ AI ก้าวจากบทบาทแค่การสนับสนุน ไปสู่การนำมาใช้ในการตัดสินใจในตลอดเส้นทางของ Customer Journey แบรนด์ไทยใช้แพลตฟอร์มอย่าง TikTok, Amazon Web Services และ Google เพื่อพัฒนาเป็นระบบการตลาดที่ช่วยให้เกิดการทำงานอย่างต่อเนื่อง สามารถนำมาปรับประสิทธิภาพได้แม่นยำครอบคลุมการเข้าถึง personalization ในใจของผู้บริโภค ทั้งด้านคอนเทนต์เนื้อหา Positioning และการบริการลูกค้าได้ดียิ่งขึ้น

  1. Video as the New Storefront

วิดีโอหน้าร้านเป็นช่องทางแบบใหม่ วิดีโอสั้นหน้าร้านดิจิทัลมีความสำคัญ ทำหน้าที่หลายอย่างเข้าด้วยกัน ทั้งให้ความบันเทิง สร้างการมีส่วนร่วม และผลักดันให้เกิดการซื้อทันที แพลตฟอร์มอย่าง TikTok, Instagram Reels และ YouTube Shorts เป็นตัวกลางในการขับเคลื่อนให้ค้นพบสินค้าและสร้างการค้า ผ่าน Live Shopping และประสบการณ์ AR ที่ให้ความสมจริงสมจัง

  1. First-Party Data & Privacy-First Growth

การเติบโตที่ให้ความสำคัญกับข้อมูลความเป็นส่วนตัว แบรนด์กำลังเปลี่ยนจากใช้สื่อขับเคลื่อนการเติบโต ไปเน้นการสร้างความสัมพันธ์เพื่อขับเคลื่อนโดยใช้ First-party Data ข้อมูลที่รวบรวมโดยตรงและได้รับความยินยอมจากผู้บริโภคของตนเอง เช่นผ่าน LINE Official Account โปรแกรม Loyalty และ Brand App เพื่อจัดทำ Personalization ซึ่งในบริบทนี้เป็นฐานสำคัญของการสร้างความไว้วางใจ ไม่ใช่เพียงการปฏิบัติตามข้อบังคับที่ถูกกำหนดไว้เท่านั้น

  1. Creator-Led & Authentic Content

คอนเทนต์จากครีเอเตอร์และมีความจริงใจ ครีเอเตอร์รายวันมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนักเล่าเรื่องไลฟ์สไตล์ไปจนถึงนักรีวิวอาหาร ล้วนมีบทบาทในการกำหนดการตัดสินใจของผู้บริโภค แบรนด์ต้องสร้างความร่วมมือระยะยาวกับครีเอเตอร์ เพื่อร่วมกันสร้างคอนเทนต์ที่จริงใจและสร้าง Engagement อย่างต่อเนื่อง แทนการพึ่งพาการโปรโมทแบบครั้งเดียว

  1. Conversational Shoppertainment Commerce

การค้าผ่านการช้อปปิ้งบนโซเชียลแพลตฟอร์มอย่าง TikTok และ LINE ที่สร้างความบันเทิง มีการพูดคุยแบบสดโต้ตอบกันได้  และมีกระบวนการชำระเงินที่ง่ายและสะดวก จะดึงดูดความสนใจ การมีส่วนร่วม และสร้างยอดขายไปพร้อมกัน

  1. From Green Claims to Green Proof

จากแค่อ้างว่าสีเขียว สู่การพิสูจน์ที่ชัดเจน ผู้บริโภคไทยต้องการหลักฐานด้านความยั่งยืนที่มองเห็นได้ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แหล่งที่มาที่โปร่งใส และผลกระทบเชิงบวกต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ต้องมีการลงมือทำอย่างแท้จริงและสม่ำเสมอ จึงจะเป็นตัวช่วยในการสร้างความเชื่อมั่น แค่การกล่าวอ้างที่คลุมเครือไม่สามารถสร้างความไว้วางใจได้

  1. Taste Is the New Targeting

รสนิยม ความชอบด้านสุนทรียะ และ ค่านิยม คือกลยุทธ์ Targeting รูปแบบใหม่ การออกแบบและการสร้างประสบการณ์กลายเป็นความได้เปรียบทางการแข่งขันที่สำคัญ แบรนด์ที่ออกแบบเส้นทางเชื่อมต่อกับผู้บริโภคได้อย่างเรียบง่าย เข้าใจผู้ใช้ และสร้างประสบการณ์บนออนไลน์ที่เข้าถึงอารมณ์ผู้บริโภคจะโดดเด่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่ถูกขับเคลื่อนบนอุปกรณ์เคลื่อนที่และให้ความสำคัญสูงต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์

  1. Precision Is the New Scale

ความแม่นยำคือมาตรฐานใหม่แห่งการเติบโต ตลาดในปัจจุบัน ให้คุณค่ากับความแม่นยำและการเข้าตรงกลุ่มเป้าหมาย มากกว่าการครอบคลุมแบบผิวเผิน การตลาดต้องขยับจากการกำหนดกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง ไปสู่การทำตลาดในระดับไมโครมาร์เก็ต ที่ตรงจุด ตอบสนอง ไลฟ์สไตล์ ภาษา และอารมณ์ของผู้บริโภค ไมโครอินฟลูเอนเซอร์และผู้บริโภคที่มีความเป็นผู้นำทางความคิดเห็น (Key Opinion Consumer) ช่วยสร้างความน่าเชื่อถือในกลุ่มชุมชนของตนเองสามารถสร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่าการใช้ดาราหรือบุคคลมีชื่อเสียง

  1. Longevity Is the New Luxury

การมีชีวิตที่ยืนยาว แข็งแรง และเติมเต็มเป้าหมายของชีวิต คือสัญลักษณ์แห่งความปรารถนาสูงสุดในยุคนี้  Wellness กลายเป็นกลยุทธ์ระยะยาว ผู้บริโภคไทยมองหาแบรนด์ที่สนับสนุนสุขภาพเชิงป้องกัน สุขภาพจิต และช่วยสร้างพฤติกรรมที่ยั่งยืน สอดคล้องกับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางด้าน Wellness ระดับโลก

  1. Trust Is the Experience

ความไว้วางใจ คือประสบการณ์ที่ผู้บริโภคต้องการ ความเชื่อมั่น คือผลผลิตจากการกระทำที่สม่ำเสมอ ถูกสร้างขึ้นจากการกระทำที่สม่ำเสมอ ไม่ใช่จากแค่แคมเปญ ราคาโปร่งใส การให้บริการที่เชื่อถือได้ และการจัดการข้อมูลอย่างมีความรับผิดชอบ ล้วนมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภค ทุกการปฏิสัมพันธ์สามารถเสริมสร้างหรือบั่นทอนความไว้วางใจที่มีต่อแบรนด์ได้

บทบาทของประเทศไทยต่อมุมมองการตลาดเอเชีย

อินไซต์จากประเทศไทยจะถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของ การคาดการณ์แนวโน้มการตลาดระดับภูมิภาค ปี 2569 ของสหพันธ์การตลาดแห่งเชีย (Asia Marketing Federation : AMF) โดยผสานกับข้อมูลจากอีก 17 ประเทศและเขตเศรษฐกิจทั่วเอเชีย เพื่อสะท้อนทิศทางการตลาดของภูมิภาคในอนาคตอย่างรอบด้าน


สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย
โทรศัพท์: 02-679-7360–3

ผู้อำนวยการบริหาร
ดวงพร วงศ์กวีสกุล (ดวง)
โทรศัพท์: 085-445-1549

รองผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและสื่อสารองค์กร
จิราภรณ์ พึ่งสัตย์ (จิ๊บ)
โทรศัพท์: 099-242-5244

Tags:

ผู้เขียน
MAT TEAM

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

MAMA OK – ONE TOUCH – PRAMY ชูพลังคอนเทนท์ สร้างแบรนด์โตแกร่ง

2.6k
SHARE

ผ่ากลยุทธ์การตลาดด้วยคอนเทนท์สุดสตรองแห่งปีของ “3 แบรนด์ไทย” จาก MAMA OK, ONE TOUCH และอาหารแมวพรามี่ (PRAMY) ในเวทีเสวนา “วันนักการตลาดแห่งประเทศไทย 2568 (Thailand Marketing Day 2025) หัวข้อ Prompt the Future: The Power of Content – Building Thai Brand to Global ประสานเสียงต้อง “ฉีกกฎเดิม” เพื่อสร้างผลลัพธ์ใหม่ที่แตกต่าง พร้อมยกกรณีศึกษาที่กลายเป็นไวรัลบนโลกออนไลน์และออฟไลน์ ประสบความสำเร็จทั้งแบรนด์และยอดขาย

เพชร พะเนียงเวทย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด 2 บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) เจ้าของแบรนด์ MAMA OK ย้อนที่มาของทำแบรนด์ MAMA OK ว่า แบรนด์มาม่า (MAMA) ที่อาจจะดูว่าเป็นตำนานไปแล้ว และประสบความสำเร็จด้วยมาร์เก็ตแชร์ และยอดขาย นั้นคือท้าทายที่แบรนด์ต้องก้าวผ่านไปให้ ขณะที่กลุ่มลูกค้าของมาม่า กว้างมาก การจะทำสิ่งใดแล้วถูกใจทุกคนเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้อีกความท้าทายที่ต้องเผชิญ คือ ผู้บริหารที่สูงวัยไปพร้อมกับองค์กร (Generation Gap) ทำให้การนำเสนอสิ่งใหม่ทางการตลาด อาจต้องใช้เวลาในการสื่อสารและทำความเข้าใจ

*MAMA OK ก้าวข้ามความท้าทายของวัย ด้วยคอนเทนท์ความสนุก

ทว่า ท้ายที่สุด เขาตกผลึกว่า การทำสิ่งที่สนุก และไม่เหมือนเดิม ไม่กลัวถูกด่าจากทั้งลูกค้าและผู้บริหาร คือ สิ่งที่จะก้าวข้ามความท้าทายนั้นได้ เราจึงเห็นภาพมาม่าใน 3-4 ปีที่ผ่านมาไม่เหมือนเดิม

เมื่อสิ่งที่ทำไม่เหมือนเดิม จึงเห็นมาม่า ฉีกกฎเดิมๆ เพื่อสร้างผลลัพธ์ใหม่ เห็นการทำการตลาดผ่านสื่อนอกบ้านที่เพชรใช้คำว่า “ประหลาด” จากอดีต โดยยกตัวอย่าง ป้ายโฆษณาแบบ Static – Out of Home (OOH) บริเวณ สนามบินสุวรรณภูมิขาออก ที่ใช้คำว่า “ลืมป่ะ? มาม่าเท่านั้น” พร้อมภาพมาม่าคัพ

เพชร บอกว่า คนไทยพกมาม่าในการเดินทางออกนอกประเทศ ดังนั้น มาม่า จึงเป็นหนึ่งในโปรดักท์ที่เมื่อคนเดินทางไปต่างประเทศเมื่อคิดถึงบ้าน มาม่า คือ เซฟโซน หรือหากคิดอะไรไม่ออก หรือ คิดถึงใคร ก็ให้กินมาม่า  ดังนั้น แนวทางการทำการตลาดของมาม่า จึงไม่มีอะไรผิด และถ้ามัน success ก็อย่าทำเหมือนเดิม

MAMA OK ยังประสบความสำเร็จอย่างสูงในการใช้ “อิงค์ วรันธร” ศิลปินเพลง สื่อสารเล่าเรื่องการตลาดเชิงคอนเทนท์ให้กับแบรนด์ ซึ่งเพชร บอกว่าแบรนด์มอง “อิงค์ วรันธร” คือ ครอบครัว ไม่ได้มองว่านี่คือการใช้อินฟลูเอนเซอร์เหมือนแต่ก่อน

“ตอนทำ MAMA OK เราไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบรนด์ เรามองเพียงซับแบรนด์ที่ตั้งใจทำออกมาให้หลากหลายแก่ผู้บริโภค และก่อนมาเป็น อิงค์ วรันธร เราก็เปลี่ยนพรีเซนเตอร์บ่อย ตอนแรก อิงค์ เป็นพรีเซนเตอร์ให้กับสินค้าหลายตัว และก็ไม่มีคู่มือการใช้อิงค์ มาม่าก็ขอเป็นอีกคนหนึ่งที่ขอเข้าไปเปิดคู่มือแบบแมนนวลใช้อิงค์ วรันธร เหมือนกัน โดยที่ถ้าจะสังเกต เราไม่ได้ใช้อิงค์ เพื่อโฆษณา มาม่า แต่เราแค่ตั้งสมการว่า อิงค์ เท่ากับ มาม่า โอเค และบนป้ายโฆษณาก็ไม่มีแบรนด์มาม่า โอเค เป็นเพียงรูป อิงค์ วรันธร ที่เหมือนกับที่แฟนคลับทำให้”

หลังจากนั้นในทุกแคมเปญของอิงค์ มาม่าพยายามไม่โฆษณามาม่า แต่ใช้ความสนุกเข้ามาแทนที่ จนมาถึงกรณีที่เป็นไวรัลแห่งปี คือ MAMA OK รสสควิดอิงค์ ซึ่งเป็นการผสมผสานกันระหว่างซีรีส์ สควิดเกม ผลิตภัณฑ์และพรีเซนเตอร์ ซึ่งในเชิงยอดขาย ถือว่า ประสบความสำเร็จอย่างมาก

การพยายาม Utilize พรีเซนเตอร์เข้าไปกับแบรนด์ นั่นคือ บทสรุปความสำเร็จของ MAMA OK  เพชรกล่าว พร้อมกับทิ้งท้ายกับนักการตลาดด้วยว่า “การทำการตลาดไม่มีอะไรผิด ถ้ามัน success ก็อย่าทำเหมือนเดิม ต้องกล้า ทั้งกล้าที่จะโดนด่า และต้องสนุกไปกับมัน”

*ONE TOUCH สร้างการตลาดในแบบเบอร์รอง ปูพรมความรู้เรื่องเพศในกลุ่มอัลฟ่า

วรัญญู ดารารัตนโรจน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ไทยนิปปอนรับเบอร์อินดัสตรี้ จำกัด (มหาชน) เจ้าของแบรนด์ถุงยางอนามัยสัญชาติไทย ONE TOUCH เล่าถึงความท้าทายของการทำการตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ดังกล่าวที่การโฆษณาผ่านสื่อทำได้ค่อนข้างจำกัด และน้อยคนจะรู้ว่า ONE TOUCH อยู่ในตลาดนี้มาเป็นปีที่ 25 แน่นอนว่า คนอาจจะไม่รู้จักหรือลืมว่ามีแบรนด์นี้ในตลาด  เพราะตลาดถุงยางอนามัยมีผู้เล่นเพียง สามแบรนด์เท่านั้น และผู้นำก็มีส่วนแบ่งการตลาดไปแล้วถึง 98%

“ถึงจะไปสู้ก็ไม่มีเงินไปแข่ง” เสียงสะท้อนจากเจ้าของแบรนด์ ONE TOUCH ดังนั้น การตลาดที่วรัญญูเลือก จึงฉีกตำราโฆษณา เพราะไม่เคยมีการทำมาก่อน อะไรที่ห้าม แบรนด์ก็จะทำด้วย

ONE TOUCH เป็น Medical Grade และเป็นความโชคดีที่ไม่มีวอยส์มาก่อน ดังนั้น จะครีเอทอะไรก็ได้ ทุกแบรนด์ไม่มีใครทำการตลาดหรือสร้างแบรนด์จริงๆ เช่นนั้น เราขอเป็นตัวเปิด ตัวฉีก ตัวแหวก จึงเป็นที่มาของแคมเปญ Size Matter ที่สร้างกระแสเมื่อปี 2023

ในมุมของวรัญญู ONE TOUCH ต้องเปลี่ยนแนวทางการตลาดไปเรื่องอื่น จึงต่อยอดด้วยการทำแอปพลิเคชันวัดขนาด จนกระทั่งมีพันธมิตรติดต่อมาเพื่อขอร่วมแคมเปญ เพราะต้องการได้คนที่กล้าพูดเรื่องเพศอย่างเปิดเผย จึงเกิดเป็นแคมเปญ เรื่องเพศ วัดได้ ซึ่งเป็นการจุดประเด็นว่า เรื่องเพศ พูดได้ และยังเป็นการลดช่องว่างเรื่องเพศในกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ซึ่งกลุ่มอัลฟ่า เป็นกลุ่มที่ ONE TOUCH กระโดดลงไปเล่นเต็มกำลัง เพราะมองว่า ยังเป็นช่องว่างการตลาดที่จะทำให้แบรนด์เขาสอดแทรกเข้าไปได้

วรัญญู สรุปการทำการตลาดถุงยางอนามัยด้วยพลังของคอนเทนท์ในกลุ่มเจนซี เจนอัลฟ่า

  • การตลาดด้วยความคิดสร้างสรรค์นำ ไม่อยู่ในเซกเมนต์ที่ถ้าเบอร์หนึ่งนั้นครองตลาด และเริ่มกันใหม่ในพื้นที่ใหม่ที่ไม่เคยได้ legacy จากเบอร์หนึ่ง
  • กลยุทธ์ Glooming โดยการลงไปโรงเรียนทั่วประเทศไปให้ความรู้เรื่องเพศใหม่หมด พร้อมกับสร้างคาแรคเตอร์การตลาดที่บ่งบอกความเป็นแบรนด์ จนเป็นที่มาของแมสคอต ยูนิโคย เพื่อทำให้เรื่องเพศ คุยกันได้ และอยากให้แบรนด์เข้าใกล้คน เข้าใกล้ผู้ใช้ได้มากขึ้น
  • Loyalty ใน unloyalty ด้วยความที่เด็กเจนซี ถูกมองว่าไม่มีความจงรักภักดี (Loyalty) ต่อแบรนด์ ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะการที่ยังไม่เชื่อในแบรนด์ไหนเลย จึงยังไม่เลือกในแบรนด์ไหน เราจึงสร้างให้เค้าผูกพันกับแบรนด์ตั้งแต่แรกเพื่อให้เกิด Loyalty

วรัญญู ฝากข้อคิดทิ้งท้ายด้วยว่า “เราเรียนรู้ว่า อะไรที่ทำมาตลอดไม่ได้ผลก็ไม่ต้องทำ ถ้าแบรนด์ใครที่มีอายุประมาณหนึ่ง จงทำให้ตรงข้ามที่เคยทำให้หมด ทำอะไรใหม่ๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ใหม่”

*พรามี่ แบรนด์โตไวด้วยการมีคอนเทนท์ที่ต่อเนื่อง

ฐิติภัทร์ ยิ้มเศรษฐี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ชอว์ ปิง จำกัด เจ้าของแบรนด์อาหารแมว พรามี่ (PRAMY) เล่าถึงที่มาของการเข้ามาในตลาดอาหารสัตว์ที่ว่ากันว่า เป็นน่านน้ำที่แข่งขันดุเดือด (Red Ocean) มากที่สุดอีกตลาดหนึ่ง แต่เจ้าตัวชี้ว่า ยังมีช่องว่างเล็กๆ ที่พรามี่น่าจะสอดแทรกไปได้ ทั้งที่มีแบรนด์ก่อนหน้าที่มีส่วนแบ่งตลาดสูง ในฐานะแบรนด์ใหม่อย่างพรามี่ ทำอย่างไรให้ผู้บริโภคเลือก

“เมื่อศึกษาตลาดในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา พบว่า ขนาดตลาดขยายตัวสูงอีกทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีจำนวน parenting มากขึ้น กล่าวคือ คนเลี้ยงสัตว์เลี้ยงแบบลูก และพร้อมที่จะเปย์ เพื่อให้คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พรามี่ เราเข้ามาในจังหวะที่เห็นช่องว่างเล็กๆ ที่เป็น Human Grade เราจึงเป็นแบรนด์แรกๆ ที่ใช้เนื้อปลาที่คนกิน นำมาใช้ในอาหารสัตว์แทน”

การทำตลาดของพรามี่ เพื่อให้แบรนด์เป็นที่รู้จัก ด้วยการใช้สื่อออนไลน์ โดยเฉพาะติ๊กต๊อก เป็นสารตั้งต้น ซึ่งพรามี่เป็นแบรนด์ที่โตจากการใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่อาจจะยังไม่ดังมาก แต่การรีวิวสินค้าเป็นเรื่องง่ายมาก หากแต่สิ่งสำคัญคือการสร้างความต่อเนื่อง ซึ่งกินระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 6 เดือน เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ของอาหารแมว จนนำมาซึ่งความไว้วางใจที่มีระหว่างอินฟลูเอนเซอร์และแบรนด์

“เรามองอินฟลูเอนเซอร์ เหมือนพาร์ทเนอร์ เป็นครอบครัวพรามี่ เพื่อรักษาความสัมพันธ์ระยะยาว”

ฐิติภัทร์ ยกจุดเริ่มต้นการสร้างแบรนด์ในโลกออนไลน์ นั่นคือ การให้ เชฟ ซาเตอร์ ซึ่งเป็นพรีเซนเตอร์ของพรามี่ ร่วมโปรเจ็คการรับเลี้ยงแมวจรใต้คอนโดฯ โดยให้อาหารพรามี่ตลอดระยะเวลา 1 ปี จนแมวจรนั้นมีสภาพขนสวยฟู  จากนั้นพรามี่พยายามเปลี่ยนตัวเองให้เป็น Brand of Mind ที่มีความเป็นแมสมากขึ้น จึงใช้สื่อโฆษณา OOH มากขึ้น

ฐิติภัทร์ กล่าวทิ้งท้ายว่า พรามี่โตเร็วในระยะเวลาที่สั้น ซึ่งแบรนด์ไม่ได้มีหนึ่ง trigger point ที่ทำให้เติบโตมาถึงจุดนี้ แต่มีหลายองค์ประกอบ ทั้งการมีอินฟลูเอนเซอร์ การใช้ช่องทางออนไลน์ และช่องทางออฟไลน์ บวกกับการทำไปเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่องและสร้างความสนใจในตลาดให้ได้ ดังนั้น กลยุทธ์การทำการตลาดในเชิงคอนเทนท์ให้ประสบความสำเร็จจึงเป็นเรื่องความต่อเนื่อง

 

Tags:

ผู้เขียน
MAT TEAM

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

หมดยุคยิง AD “พลังครีเอเตอร์” + “พลังสินค้า” ยุคผู้บริโภคเชื่อคน มากกว่าสื่อโฆษณา

2.6k
SHARE

ยุคที่ผู้บริโภคเชื่อ “คน” เชื่อ “ประสบการณ์จริง” มากกว่าสื่อโฆษณา ทำให้ Creators Economy กลายเป็นพลังใหม่ที่กำลังกำหนดทิศทางการตลาด ไม่ว่าจะเป็นการสร้างคอนเทนท์ การขาย การรีวิว ทุกการเคลื่อนไหวของครีเอเตอร์ล้วนมีผลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคแบบที่ธุรกิจมองข้ามไม่ได้อีกต่อไป

ในบริบทดังกล่าว ทำให้แบรนด์ต่างเฟ้นหาครีเอเตอร์มาช่วยโปรโมทสินค้า แล้วความสำเร็จอยู่ตรงไหน ในน่านน้ำสีเลือด

.

ในเวทีเสวนา “วันนักการตลาดแห่งประเทศไทย 2568 (Thailand Marketing Day 2025) หัวข้อ Prompt the Future: The Power of Creators Economy บอกกับเราว่า หัวใจของความสำเร็จ อยู่ที่สินค้าต้องดีด้วยตัวเองก่อน ไม่ว่าจะเป็นแบรนด์ดัง แบรนด์กำลังจะดัง หรือ แบรนด์ยังไม่ดังแต่มีแผนเตรียมตัวดังที่ดี เพื่อโน้มน้าวใจบิ๊กครีเอเตอร์ ให้มองเห็นคุณค่า หยิบสินค้ามาปักตะกร้า ได้ประโยชน์จากแบรนด์ เช่นเดียวกับแบรนด์ที่ได้ประโยชน์จากครีเอเตอร์ สุดท้ายแบรนด์ยังต้องสร้าง Community เป็นของตัวเองให้ได้ ให้เกิดการบอกต่อ แปลงผู้บริโภคเป็นครีเอเตอร์ จึงจะเกิดความยั่งยืนอย่างแท้จริง    

สุวิตา จรัญวงศ์ ประธานกรรมการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทเทลสกอร์ จำกัด อินฟลูเอนเซอร์มาร์เก็ตติ้งแพลตฟอร์มครบวงจรของไทย กล่าวถึงความสำเร็จในการใช้ครีเอเตอร์ทำการตลาด อยู่ที่การเข้าใจตัวสินค้าอย่างถ่องแท้ และแบรนด์ต้องดีจริง “ไม่ใช่แบรนด์เก๊” จากนั้นจึงหาครีเอเตอร์ที่ใช่มาตอบโจทย์แบรนด์

“ตอนนี้ทุกคนรู้ว่าต้องทำครีเอเตอร์ แต่จะทำอย่างไรให้แตกต่าง คำตอบคือต้องทำทั้ง Funnel ตั้งแต่กระบวนการการตลาดและขาย เพื่อสร้างความต้องการ (Demand) ซึ่งเป็นเหมือนการเขย่าต้นไม้ ไม่ต่างจากกลยุทธ์ป่าล้อมเมือง ต้องเข้าไปศึกษาแบรนด์ก่อน ว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นใคร และหาครีเอเตอร์ที่เข้าใจคุณค่าของแบรนด์ ไม่ใช่ขายของอย่างเดียว ไม่ต้องป้ายยา แต่เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือ”

*แปลงผู้บริโภคเป็นครีเอเตอร์ ช่วยขาย

สุวิตา ยังกล่าวว่า เมื่อแบรนด์เริ่มเป็นที่รู้จักผ่านครีเอเตอร์ หลังจากนั้นต้องสร้าง Community รอบแบรนด์ ทำคอนเทนท์ให้ผู้บริโภครู้จักแบรนด์มากขึ้นเรื่อยๆ และอยากให้คนอื่นรู้จักด้วยเช่นกัน เป็นการเปลี่ยนผู้บริโภคเป็นครีเอเตอร์ (Turn Consumer to Creator) ซึ่งจะเป็นทำการตลาดที่ยั่งยืน ลดค่าใช้จ่าย

ธานัท จารุฤทธิไกร Chief Executive Officer, SHOPGENIX บริษัทผู้รวบรวมครีเอเตอร์ในสังกัดกว่า 3,000 คน เล่าว่า การจะประสบความสำเร็จในการใช้ครีเอเตอร์ช่วยขาย สินค้าต้องมีแรงจูงใจในการขาย แบ่งเป็น 3 องค์ประกอบคือ สินค้าดังอยู่แล้ว สินค้าที่มีแนวโน้มดัง และสินค้าที่ยังไม่ดังแต่มีแผนการตลาดที่ดีในการโน้มน้าวใจครีเอเตอร์

“ครีเอเตอร์ ไม่มีใครอยากทำงานฟรี (ขายไม่ได้) การที่เขาจะเลือกขายสินค้าไหน ก็ต้องดูว่าสินค้านั้นมีโอกาสที่จะขายได้เป็นอันดับแรก”

**เอไอ จุดเปลี่ยนเร่งความเร็วในการขาย

ธานัท ยังวิเคราะห์สถานการณ์แบรนด์ที่จะต้องทำงานกับครีเอเตอร์ในปี 2026 ว่า เอไอจะเข้ามาเป็นเครื่องมือช่วยขายเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านการทำวิดีโอออโตเมชั่นแทนการโชว์สินค้าจริง การตัดต่อ การทำรูป เอไอยังสามารถเพิ่มยอดขายได้อย่างรวดเร็ว เพราะทำวีดีโอจำนวนมากได้ในเวลารวดเร็ว ซึ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับการขายต้องลงทุน

“เอไอจะเป็นจุดเปลี่ยนเร่งความเร็วในการขายอย่างที่สุด เช่น ครีเอเตอร์จะขายเครื่องปั่นไฟ เก้าอี้นวด แต่ไม่สามารถนำสินค้าจริงโชว์ได้ ก็จะใช่เอไอช่วยเจนภาพวิดีโอ เพื่อปักตะกร้าแล้วขาย จากนั้นนครีเอเตอร์ก็เล่าเป็นฟีเจอร์สินค้า ซึ่งเทรนด์นี้กำลังมาแรง และขายดี คู่แข่งยังน้อย เพราะส่วนใหญ่ยังเจนเอไอไม่เป็น”

**คุณภาพสินค้าต้องมาก่อน

วศิน พรวิจิตรจินดา กรรมการบริหาร กัดไม่ปล่อย อะคาเดมี่ เจ้าของเพจ “อาจารย์เชียง กัดไม่ปล่อย” ในฐานะครีเอเตอร์ ระบุว่า คนที่จะเป็นครีเอเตอร์ได้ดีต้องเป็นหูไวตาไว เมื่อสินค้ามีแนวโน้มติดกระแส ต้องหยิบมาทำการขาย เพราะรู้ว่าสินค้ามีความต้องการแน่นอน โดยช่วงที่สินค้ากำลังเติบโต (Growth) ยังไม่ดังมาก จะเป็นช่วงที่จะขายสินค้าได้ดี เพราะแบรนด์จะอัดงบการตลาด เพิ่มค่าคอมมิทชั่น อย่างไรก็ตาม สินค้าจะขายได้หรือไม่ได้ สิ่งสำคัญขึ้นอยู่กับคุณภาพสินค้า โดยหมดยุคยิงโฆษณา

“หมดยุคยิง AD สินค้าคุณภาพดีครีเอเตอร์พร้อมไปทำต่อ และสุดท้ายแบรนด์ต้องสร้าง Community ของตัวเองให้ได้” วศิน กล่าว

 

Tags:

ผู้เขียน
MAT TEAM

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

“ไปรษณีย์ไทย” หลอมรวมความคลาสสิค ทุก Touch Point สร้างโอกาสตลาดใหม่ พิชิตใจผู้บริโภค

2.6k
SHARE

 

ในเวทีเสวนา “วันนักการตลาดแห่งประเทศไทย 2568 (Thailand Marketing Day 2025) หัวข้อ Legacy wins Future begins: พลิกความคลาสสิคมาเป็นโอกาสแห่งอนาคตดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์” กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ชี้ว่า ไปรษณีย์ไทยกำลังถูกถ่างออกไปจากกลุ่มเจนใหม่ กลุ่มที่เขาให้นิยามว่าเป็น Highest Time Value ดังนั้น ทำอย่างไรให้คนรุ่นใหม่ใกล้ชิดและรู้จักไปรษณีย์ไทยในวันนี้ นั่นคือ การใช้จุดแข็งที่เคยทำให้ไปรษณีย์ไทยแข็งแกร่งและตอบโจทย์ผู้บริโภคในอดีต มาเป็นชัยชนะที่จะเข้านั่งในใจผู้บริโภคในเจนซีหรือเจนอัลฟ่า ในวันนี้ นี่จึงเป็นเหตุผลที่ “ไปรษณีย์ไทย” ต้องลุกมาทรานสฟอร์มตัวเองเพื่อทำให้จุดแข็งที่มีอยู่สามารถทำให้ธุรกิจชนะได้ในภาพอนาคตข้างหน้า

“จุดแข็งที่เป็น Legacy ของไปรษณีย์ไทย คือ การเป็นแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ที่คนรู้จักดี และความสัมพันธ์ระหว่างบุรุษไปรษณีย์ จำนวนมากกว่า 25,000 คน ที่รู้จักทุกตำแหน่งกว่า 20 ล้านหลังคาเรือน เมื่อปัจจุบันพฤติกรรมของการสื่อสารผู้บริโภคจากจดหมายกลายเป็นดิจิทัล ไปรษณีย์ไทยจึงต้องก้าวข้ามจากโลจิสติกส์ คอมพะนี ไปเป็นอินฟอร์เมชัน โลจิสติกส์ และทำทุก Touch Point ให้หลอมรวมกันเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อให้แก่ผู้บริโภค” ดร.ดนันท์ กล่าว

โดยทั้ง 3 จุด Touch Point ได้แก่ บุรุษไปรษณีย์ แสตมป์ ตู้ไปรษณีย์สีแดง กำลังเปลี่ยนบทบาทตัวเอง โดยอาศัยความเป็น Trusted Channel Network ซึ่งเติบโตจากการเป็น Physical และนำเทคโนโลยีมาใช้ในการให้บริการ และแม้ว่าคู่แข่งที่เป็นเทคคอมพะนี ซึ่งให้บริการคล้ายกันกับไปรษณีย์ไทยจะเข้ามามีบทบาทอย่างมากในปัจจุบัน แต่จุดแข็งที่เป็น Legacy ของไปรษณีย์ไทยที่คนอื่นไม่มีนั้น คือ การบริหารความสัมพันธ์ระหว่างไปรษณีย์ไทยกับลูกค้า หรือ Customer Relationship Management: CRM

ในมิติของบุรุษไปรษณีย์ ที่เข้าถึงที่อยู่อาศัยแต่ละวันไม่ต่ำกว่า 6 ล้านหลังคาเรือน คือ สิ่งที่เป็น coverage ประกอบกับความน่าเชื่อถือ ความไว้วางใจและการยอมรับในความผิดพลาดได้ นำไปสู่การต่อยอด “การขับคู่ธุรกิจ” ให้แก่เจ้าของสินค้า ซัพพลายเออร์ ไปสู่ผู้ซื้อ ในเวลาที่ถูกและใช่ เพราะเรารู้ว่าดีมานด์อยู่ตรงไหนและนำซัพพลายที่ใช่ไปให้

สิ่งนี้ ดร.ดนันท์ เรียกการทำหน้าที่ของบุรุษไปรษณีย์ในยุคใหม่ว่า Heart to Heart Matching Platform

“ไปรษณีย์ไทยมีช่องทางที่ครอบคลุมและความสามารถที่จะเห็นมากกว่าปกติ เช่น ร้านเสริมสวยในประเทศไทยมีเท่าไร ไม่มีใครตอบได้ สิ่งที่เรารู้ คือ สามารถรู้ได้ว่า ร้านเสริมสวยอยู่ตรงไหน หรือรู้แม้กระทั่งว่า ร้านนั้นๆ เปิดหรือปิด ซึ่งเป็นโอกาสของการนำเสนอสินค้าที่เกี่ยวข้อง อาทิ แชมพู เป็นต้น เราไปทำให้ซัพพลายเออร์ และเจ้าของสินค้า เชื่อมกันกับผู้ซื้อ และเพื่อให้สินค้านั้นลงไปในช่องทางออฟไลน์ที่กว้างขึ้นมหาศาล”

บทบาทของบุรุษไปรษณีย์ ยังขยายไปสู่การกำหนดกลุ่มเป้าหมายของคนต้องการประกันได้ จนนำไปสู่โปรเจคผู้แนะนำ “ประกันวินาศภัย” ให้แก่ประชาชน จากกรณีที่บุรุษไปรษณีย์เห็นขโมยขึ้นบ้าน หรือ เข้าไปดับไฟในบ้านที่คนไม่อยู่ เมื่อเป็นเช่นนั้นแสดงว่า คนของเรา รู้หมดว่าบ้านไหนที่มีคนอยู่หรือไม่อยู่ เพราะคุ้นเคยกับพื้นที่ จึงเกิดการทดลองการส่งแคมเปญวินาศภัยไปให้สแกน และนำส่งผู้สนใจประกัน (Lead) ให้แก่บริษัทประกันวินาศัยภัย ตามมา

ในมิติแสตมป์ กำลังถูกเปลี่ยนไปเป็น Content Delivery Platform เพราะแสตมป์ไม่ได้มองว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการส่งของอีกต่อไป ไปรษณีย์ไทยกำลังทำให้แสตมป์อยู่ในความสนใจของประชาชนในรูปแบบใหม่ๆ อาทิ แสตมป์เบญจภาคี ที่เป็นเครื่องรางของขลัง ซึ่งในอนาคต เราอาจจะเห็นสแตมป์ถูกใส่ในกรอบรูปแขวนไว้ในห้องพระก็เป็นได้

สุดท้าย คือ ตู้ไปรษณีย์สีแดง ที่กำลังถูกเปลี่ยนรูปร่างให้เป็นจุดขายเครื่องดื่ม หรือ แม้กระทั่งจุดให้บริการยืนยันตัวตน (KYC) ของรัฐได้ ไม่ใช่เป็นเพียงที่ดรอปจดหมายอีกต่อไป หรือแม้แต่จุดบริการไปรษณีย์ไทย สามารถมีร้านกาแฟ Post Cafe ที่ใช้เมล็ดกาแฟจากแหล่งปลูกที่เชียงราย  และยังเป็นจุดจำหน่ายสินค้า House Brand อาทิ ข้าวสาร และเครื่องดื่ม ของไปรษณีย์ไทย พร้อมบริการขนส่งฟรี

นี่จึงเป็นบทสรุปว่า ไปรษณีย์ไทยสามารถนำ Legacy ที่มีอยู่มาชนะใจผู้บริโภคคนเจนใหม่ได้ ด้วยพลังของเครือข่ายที่แข็งแรงและ Touch Point ต่างๆ ที่พร้อมปรับเปลี่ยนไปตามพฤติกรรม ความสนใจ และการใช้ชีวิตของเจนใหม่ๆ เพื่อนำไปสู่โอกาสทางการตลาดของไปรษณีย์ไทยในอนาคต

Tags:

ผู้เขียน
MAT TEAM

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

“เข้าใจผู้บริโภค” ดาวเหนือชี้ทางธุรกิจ สูตรสำเร็จแบรนด์ยั่งยืนทุกยุคสมัย

2.6k
SHARE

ในยุคที่ผู้บริโภคมีความต้องการซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงรวดเร็วกว่าที่เคย ตามความก้าวของของเทคโนโลยีดิจทัล องค์กรที่ “เข้าใจผู้บริโภคจริง” จะได้เปรียบในการสร้างประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ และกำหนดทิศทางการเติบโตของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ในเวทีเสวนา “วันนักการตลาดแห่งประเทศไทย 2568 (Thailand Marketing Day 2025) หัวข้อ Prompt the Future: The Power of Consumer Centricity ผู้ร่วมเสวนาตอกย้ำถึงความสำคัญของการยึดผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง (Consumer Centricity) ว่ายังเป็นสูตรสำเร็จในการบริหารจัดการองค์กร และการตลาด ไม่ว่าโลกจะหมุนเร็วแค่ไหน

โอลิเวอร์ กิตติพงษ์ วีระเตชะ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค เข้าใจลูกค้า มองลูกค้าเป็นศูนย์กลาง ออกแบบและส่งมอบประสบการณ์ที่สอดคล้องความต้องการของลูกค้า ยังคงเป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจและการตลาดให้ประสบความสำเร็จ ยิ่งยุคที่ถูกขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล ยิ่งเป็นสิ่งที่แบรนด์และนักการตลาดต้องปราดเปรียว ตอบสนองให้ทันท่วงที

*เข้าใจลูกค้า คือสารตั้งต้นความสำเร็จ

“สิ่งที่เป็นสารตั้งต้นของความสำเร็จ คือ ความเข้าใจลูกค้า โดยนำองค์ประกอบเรื่องประสบการณ์ลูกค้า มาทำแบรนด์มากขึ้น การโฆษณาไม่ใช่ทั้งหมดทางการตลาด แบรนด์ยุคใหม่ต้องทำตัวเองให้ลูกค้ารู้ว่าแบรนด์เกี่ยวข้องกับชีวิตเขาอย่างไร นำเทคโนโลยีมาใช้เป็นโปรเซสในการขับเคลื่อน และทำทันที จะทำให้แบรนด์เกิดคุณค่าที่ยั่งยืนในใจลูกค้า”

หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านแบรนด์และการสื่อสาร บริษัททรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ยังยกตัวอย่างในกรณีของทรูฯ ซึ่งดำเนินธุรกิจหลักด้านโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคม กำลังเคลื่อนสู่การเป็น “ดิจิทัลไลฟ์สไตล์คัมพานี” โดยเขาย้ำว่า เมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยน แบรนด์ก็ต้องมีวัตถุประสงค์เปลี่ยนไปด้วย

“ทรูฯอยู่ในเซ็คเตอร์โครงสร้างพื้นฐาน แต่ตอนนี้เราเป็น Connectivity เป็น Convergence ไม่พอแล้ว การเปลี่ยนแปลงเป็นสรณะของวงการตลาด ปัจจุบันเรามีทรูคอฟฟี่ ธุรกิจการเงิน ธุรกิจเรียลเอสเตท และทำธุรกิจที่สอดคล้องกับเรื่องเทคโนโลยีเอไอ เพื่อ Empower ผู้คนสู่การเป็นดิจิทัลไลฟ์สไตล์คัมพานี การเป็นดิจิทัลไลฟ์สไตล์จะไม่เกิดขึ้น ถ้าไม่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงผู้บริโภค ทำให้ลูกค้าเก็ตในสิ่งที่เราทำ โดยเฉพาะคนยุคใหม่ ซึ่งต้องเข้าไปซูมวิธีคิด การหลอมรวมค่านิยม ซึ่งต้องยอมรับว่าแตกต่างจากคนยุคก่อนหน้า”

โดยเขาขยายความว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้เด็กยุคใหม่โตเร็วขึ้น เด็กอายุ 15-16 ปีเก่งเท่ากับเด็กในมหาวิทยาลัยยุคก่อน ขณะที่คนแก่ที่เข้าใจเทคโนโลยี ก็จะกลายเป็นคนแก่ที่ไม่ยอมแก่ สิ่งนี้เป็นไลฟ์สไตล์ที่แบรนด์ต้องดีไซน์ประสบการณ์ผู้บริโภคให้สอดคล้องกับความต้องการ จึงจะสร้างความสำเร็จทางการตลาด เป็นต้น

ยิ่งมีอายุมากขึ้น ยิ่งมีดีมานด์การตลาดมากขึ้น ขณะที่เด็กรุ่นใหม่ มักเป็นปฏิปักษ์กับความธรรมดา และเอไอเป็นเพื่อนทางใจคนยุคนี้ กลายเป็นที่มาของการทำเบอร์มงคล ซึ่งไม่น่าเชื่อผู้ที่สนใจเบอร์มงคลกว่า 50% คือเด็ก รวมไปถึงการพัฒนาสัญญาณความถี่เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการใช้งาน และให้ความสำคัญกับเรื่องไซเบอร์ซีเคียวริตี้ป้องกันภัยมิจฉาชีพ เพื่อสร้างคุณค่าให้กับแบรนด์ในความรู้สึกลูกค้าในยุคดิจิทัล เป็นต้น”

*กทม.ยึดคนกรุงเป็นศูนย์กลาง ให้ออกมาใช้ชีวิต

ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวว่า กทม.นับเป็นเมืองที่มีชีวิต ประเมินจากจำนวนผู้คนที่ออกมาทำกิจกรรมนอกบ้าน โดยเฉพาะการใช้สวนสาธารณะที่มีสถิติเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2566-2568 มียอดสะสมอยู่ที่ 23 ล้านคน ใน 50 สวนสาธารณะของกทม. จากมุมมองผู้บริโภคเป็นศูนย์กลาง ทำให้กทม. ได้จัดกิจกรรมในสวนเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น

“กทม. เป็นเมืองที่มีเสน่ห์ ผู้คนออกมาใช้ชีวิต มี Public Life กทม.ก็ต้องทำให้เมืองมีชีวิตชีวา เดิมมีป้ายห้ามเยอะมาก ตอนนี้เราก็กำลังปรับกฎระเบียบ และมีกิจกรรมในสวนสาธารณะเพิ่มมากขึ้น เช่น ดนตรีในสวน โยคะในสวน ธรรมะในสวน กิจกรรมอ่านหนังสือในสวน มี Dog Park หรือสวนที่มีตึกร้างก็นำมาทำเป็นสนามกีฬา การสำรวจธรรมชาติในสวน ภายใต้คอนเซ็ปต์การทำให้สวนสาธารณะเป็นแหล่งเรียนรู้ ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ออกกำลังกาย” 

นอกจากนี้ ยังพัฒนาย่านเก่าให้มีสีสัน โดยการใช้สตรีทอาร์ตเชื่อมโยงย่านเก่าแต่ละแห่งเข้าด้วยกัน หรือการทำลวดลายบนฝาท่อระบายน้ำโดยอิงประวัติศาสตร์ของพื้นที่ ทำให้เมืองมีชีวิต คนออกมาใช้ชีวิต รวมถึงบริการรถจักรยานในกิโลเมตรสุดท้ายก่อนเข้าบ้าน เป็นต้น

รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า กทม.จะทำงานร่วมกับเครือข่ายอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ โดยเปลี่ยนบทบาทของกทม.จากผู้จัดการเป็นผู้สนับสนุน ให้ภาคอุตสาหกรรมสร้างสรรค์เป็นผู้ขับเคลื่อนเมือง เพราะ “ไม่มีใครรู้จักอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ดีเท่ากับคนในอุตสาหกรรม” นอกจากนี้กทม.ยังมีบริการบริการออนไลน์ เพื่อขอให้พื้นที่สวนสาธารณะช่วยลดระยะเวลาพิจารณาไม่เกิน 7 วัน มีแอพพลิเคชั่นจองใช้ศูนย์กีฬา เพื่ออำนวยความสะดวกผู้คนให้เข้าถึงบริการสาธารณะของกทม.

*เข้าใจลูกค้า เข้าใจคู่แข่ง ออกแบบสิทธิประโยชน์ดึงเศรษฐีต่างชาติ

มนาเกศ อินนวัฒน์ ผู้จัดการใหญ่  ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด เล่าว่า  ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด เป็นองค์กรที่ดำเนินโครงการบัตรสมาชิก “ไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด” ภายใต้การกำกับดูแลของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เพื่อดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูงเข้ามาพำนักในไทย ด้วยสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศ เช่น ให้วีซ่าระยะยาว และบริการต่างๆในระดับลักชัวรี่

โดยตลอด 22 ปีของการดำเนินการ สิ่งที่ต้องคำนึงเป็นอันดับแรก คือ “การยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” ด้วยการออกแบบสิทธิประโยชน์เพื่อดึงดูดลูกค้าต่างชาติกลุ่มศักยภาพสูง แข่งกับนานาประเทศ โดยปัจจุบันไทยแลนด์ พริวิเลจ คาร์ด มีฐานสมาชิกอยู่ราว 40,000 คน และมีผู้ค้า (Vendors) ที่เชื่อมโยงสิทธิประโยชน์อยู่ราว  400 บริษัท

“จากฐานข้อมูลพบว่า เศรษฐีจีน รัสเซีย อินเดีย ต้องการย้ายออกจากประเทศตัวเอง จากหลายเหตุผล ขณะที่สหรัฐอาหรับอิมิเรตส์ ออสเตรเลีย สิงคโปร์ สวิตเซอร์แลนด์ และสหรัฐอเมริกา คือประเทศที่ชาวต่างชาติต้องการย้ายเข้า ด้วยแรงจูงใจ อาทิ ระบบภาษี การลงทุน และเป็นประเทศที่สื่อสารภาษาอังกฤษได้ เป็นต้น โดยไทยเองก็ต้องศึกษาสิทธิประโยชน์เหล่านี้ ต้องรู้จักลูกค้า รู้จักคู่แข่ง แล้วนำมาเทียบเคียงประเมินข้อดีข้อเสีย เพื่อดึงดูดต่างชาติให้เข้าประเทศ”  

ทั้งนี้เห็นว่า “จุดแข็ง” ของการพำนักระยะยาวในประเทศไทยของชาวต่างชาติกลุ่มนี้ คือ ความเป็นไทย ที่ผสานวัฒนธรรมเก่าและใหม่ผ่านวัดวาอาราม อาหาร บริการทางการแพทย์ และเสน่ห์แบบไทย “สยามเมืองยิ้ม” การต้อนรับอย่างอบอุ่นแบบไทย นอกแหนือจากสิทธิประโยชน์ที่ต่างชาติจะได้รับ

 

Tags:

ผู้เขียน
MAT TEAM

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

“ผนึกพลังการตลาด – ยกระดับด้วยการแพทย์” เคลื่อนเศรษฐกิจ Wellness ไทย สู่ “Top 5” โลก

2.6k
SHARE

ในเวทีเสวนา “วันนักการตลาดแห่งประเทศไทย 2568 (Thailand Marketing Day 2025) หัวข้อ Prompt the Future: The Power of Wellness Economy  ผู้ร่วมเสวนาต่างเห็นตรงกันถึงโอกาสทางการตลาดของธุรกิจเวลเนส (Wellness) หรือการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (กาย-ใจ-จิต) เพื่อให้ผู้คนมีอายุขัยยืนยาวอย่างสุขภาพดี สอดรับกับแนวโน้มสังคมสูงวัยโลก

.

ขณะที่ประเทศไทยเต็มไปด้วยศักยภาพในการพัฒนาตลาดนี้ให้เติบโตยิ่งขึ้น หากมีการผนึกกำลังทางการตลาด ร่วมมือกันทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ Wellness เป็น “Team Wellness Thailand”  ขับเคลื่อนไปทั้ง Ecosystems ไปพร้อมกับการนำ Wellness มายกระดับด้วยการแพทย์ จะสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกมาก นำไปสู่เป้าหมายการติดหนึ่งในห้า (Top 5) จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโลก (Wellness Tourism)

นายแพทย์ตนุพล วุรุฬหการุญ ประธานคณะผู้บริหาร บีดีเอ็มเอส เวลเนส คลินิก และบีดีเอ็มเอส เวลเนส รีสอร์ท บริษัทกรุงเทพดุสิตเวลการ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงขนาดเศรษฐกิจ Wellness โลก อ้างอิงข้อมูลจาก Global Wellness Institute ระบุว่า ในปี 2567 มีมูลค่าสูงถึง 6.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดการณ์ว่าในปี 2572 จะมีมูลค่าสูงถึง 9.8 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐจากปี 2567 โดยในแต่ละปี (2567-2572) จะมีอัตราเติบโตสูงถึง ปีละ6.7 % สูงกว่าการเติบโตของ GDP โลกที่ 4.5%

ขณะที่ปัจจุบันไทยติดอันดับ 1 ใน 20 ประเทศจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และมีอัตราเติบโตสูงเป็นอันดับสองเป็นรองเพียงประเทศจีน โดยมีค่าใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวสุขภาพ มูลค่าสูงถึง 5.6 พันล้านดอลล่าร์สหรัฐ

*สังคมสูงวัย โอกาสตลาด Wellness โลก

ขณะเดียวกัน โลกกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งเป็นกลุ่มคนเป้าหมายของธุรกิจ Wellness  โดยข้อมูลจาก UN World Populations, 2020 ระบุว่า ในปี 2568 ทั่วโลกมีผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60ปีขึ้นไป สัดส่วน 14.85% (1,223 ล้านคน) และจะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 20.34% (1,920 ล้านคน) ในปี 2588 ขณะที่ในไทยคาดการณ์ว่า จะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุระดับสุดยอด (สัดส่วน 28.57% ของจำนวนประชากร) ในปี 2576

นอกจากนี้ยังมีข้อมูลที่น่าสนใจ โดยพบว่า อายุขัย (Lifespan) ของคนบนโลก เฉลี่ยอยู่ที่ 73.6 ปี แต่อายุขัยสุขภาพ (Health span) หรือจำนวนปีที่บุคคลนั้นมีสุขภาพดีและปลอดโรคเรื้อรัง เฉลี่ยอยู่ที่อายุเพียง 63.6 ปี สะท้อนว่าแม้การแพทย์จะเจริญก้าวหน้า แต่ผู้คนยังต้องเผชิญความเจ็บป่วยเป็นเวลานานก่อนจะเสียชีวิต ซึ่ง Wellness จะเข้ามาแก้ไขปัญหานี้ ทำให้ช่องว่างนี้แคบลงด้วยการดูแลสุขภาพ ป้องกันก่อนการรักษา

“ที่ผ่านมาเราไม่ได้เน้นการป้องกัน อายุยืนได้เพราะได้ยาดี ประชาชนเอาสุขภาพไปฝากไว้กับแพทย์มากเกินไป สุขภาพดีต้องทำเอง โลกกำลังเปลี่ยน Healthcare จาก Reactive สู่ Proactive การดูแลสุขภาพต้องมาก่อน Wellness & Lifestyle Medicine เพราะสุขภาพที่ดีต้องสร้าง ไม่ใช่รอให้เสียไปแล้วค่อยรักษา”

*ยกระดับ Wellness ด้วยการแพทย์ สร้างมูลค่าเพิ่ม 

นายแพทย์ตนุพล ยังประเมินว่า จากศักยภาพของประเทศไทย ที่ปัจจุบันติด 1 ใน 20 ประเทศจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ มีโอกาสจะขึ้นสู่เป้าหมายการติดหนึ่งในห้า (Top 5) จุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ โดยมี “นักการตลาด” เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเป้าหมายนี้ ร่วมกันทำงานเป็นทีมกับภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง Team Wellness Thailand  เป็น Thailand Wellness Systems  และนำ Wellness มายกระดับทางการแพทย์ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ และมูลค่าเพิ่ม

“การผลักดันทำคนเดียวไม่ได้  Wellness ต้องทำทั้งระบบ หากร่วมมือกันจะสามารถเติมเต็ม เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากตลาด Wellness ได้อีกมาก ไทยมีธรรมชาติ อาหาร เอกลักษณ์ไทย มีบริการทางการแพทย์ เราทำหมดแล้ว แต่สิ่งที่ยังไม่ได้ทำ คือ นำมารวมกัน และยกระดับด้วยการแพทย์ มีงานวิจัยหรือข้อมูลทางการแพทย์รองรับบริการต่างๆ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือ แล้วราคาจะสูงขึ้นมหาศาล”

โดยเขายกตัวอย่าง เช่น การนวดแผนไทย ก่อนนวดต้องมีผู้เชี่ยวชาญสอบถามอาการ บางรายต้องเอ็กซเรย์ หรือทำกายภาพประสานไปกับการนวด เป็น Medical Thai Massage , การทำสปา ที่ผสานเครื่องมือทางการแพทย์ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ในการบริการที่ดี เป็น Medical Spa ,กรณีการส่งออกสมุนไพรแต่ละชนิด ต้องมีงานวิจัยทางการแพทย์รองรับสรรพคุณสมุนไพรที่ชัดเจน เช่นเดียวกับ การนั่งสมาธิ ก็ต้องมีงานวิจัยรองรับที่ชัดเจน (Scientific Wellness) ว่า ช่วยลดความเครียด เพิ่มโฮโมนความสุขอย่างไร เป็นต้น

*Wellness ต้อง Human Based ไม่ใช่ AI Based

 Wellness ต้องใส่ความเป็นมนุษย์ เป็น Human Based ไม่ใช่ AI Based ไทยเชิญทุกคนมาเมืองไทย เพื่อซื้อชีวิต ให้กลับไปตายช้าลง  คนไทย ต้องเป็นเซลล์แมน เราควรเป็น Wellness Hub อันดับ 5 ของโลก มูลค่า Wellness ไทยต้องสูง คนไทยทำของที่ไม่มีคนทำ แต่กลับได้ตังค์น้อยแบบนี้ไม่ถูกต้อง Robot ก็นวดแทนคนไม่ได้” นายแพทย์ตนุพล ระบุ

*สมาคมโรงแรมไทย ชี้ไทยเต็มไปด้วยโอกาสตลาด Wellness

เทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์  นายกสมาคมโรงแรมไทย เห็นสอดคล้องว่า การจะทำให้เศรษฐกิจ Wellness ไทยเติบโตขึ้นอีกระดับอยู่ที่ความร่วมมือของทุกฝ่าย รวมถึงการตลาด เพื่อสะท้อนจุดเด่นของไทยด้าน Wellness ในทุกมิติ โดยมีงานวิจัยและวิทยาศาสตร์มาสนับสนุน

“ไทยมีจุดเด่นทั้งลักษณะทางภูมิศาสตร์ มีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม มีอาหารเป็นยา ภูมิปัญญาสมุนไพร มีโรงพยาบาลที่ดี มีนวดไทยและมวยไทยที่ดังไปทั่วโลก มีวัฒนธรรมอ่อนน้อม ที่ชาติอื่นยากจะเลียนแบบ ขณะที่ผ่านพ้นโควิดมา ทุกคนเริ่มตระหนักถึงการดูแลสุขภาพกันมากขึ้น เหล่านี้ล้วนเป็นโอกาสทางการตลาดของธุรกิจนี้ ด้วยเป้าหมายดึงต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ” นายกสมาคมโรงแรมไทย ระบุ

*Wellness ครอบคลุมทุกมิติ การใช้ชีวิต เที่ยว พักผ่อน

ด้าน จิตติมาพร นิลมัย ผู้แทนจากสมาคมการค้าการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ กล่าวว่า Wellness คือการดูแลสุขภาพองค์รวม ไม่เฉพาะการนวดหรือสปาเท่านั้น ดังนั้นธุรกิจนี้จึงสามารถเสนอบริการตั้งแต่เช้าจรดเย็น ด้วยโปรแกรมต่างๆ โดยนำวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่ ธรรมชาติ และมารยาทไทย มาผนวกให้กลายเป็นจุดเด่นของบริการต่างๆที่นำเสนอ โดยเห็นว่าความสำเร็จของธุรกิจนี้ในระดับจังหวัดคือการ “รวมกลุ่ม” ขับเคลื่อนโดยชุมชน ทำให้เกิดการเชื่อมโยงท่องเที่ยวแล้วกาย-ใจดี และดูแลสิ่งแวดล้อม

“บริการสุขภาพต้องดูแลสมดุลกายใจ ป้องกันก่อนการเจ็บป่วย Wellness แตะทุกมิติ ไม่ได้เป็นเพียงอุตสาหกรรมด้านสุขภาพด้านเดียวอีกต่อไป แต่กำลังขยายบทบาทสู่ทุกมิติของการใช้ชีวิต การท่องเที่ยว การพักผ่อน เป็นโอกาสเชิงกลยุทธ์การตลาด  Wellness ยังเป็นร่มที่เกี่ยวพันทุกหน่วยงานเป็น Ecosystems หากฉายภาพรวมกันได้  ไทยจะสามารถขึ้นอันดับ 1 โลกด้าน Wellness ได้เช่นกัน” จิตติมาพร ระบุ

Tags:

ผู้เขียน
MAT TEAM

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

ประกาศผลรางวัล Marketing Award of Thailand 2025

2.6k
SHARE

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย (Marketing Association of Thailand: MAT) จัดพิธีประกาศผลรางวัล Marketing Award of Thailand 2025 รางวัลที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อส่งเสริมผลงานการตลาดที่มีความโดดเด่น ทั้งด้านกลยุทธ์ การออกแบบแคมเปญ ความคิดสร้างสรรค์ และการประยุกต์ใช้การตลาดเพื่อแก้ปัญหาทางธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรมและตรวจวัดผลได้จริง ซึ่งรางวัลนี้นับเป็นอีกหนึ่งมาตรฐานสำคัญของแวดวงการตลาดไทย

ปีนี้มีองค์กรจากทั่วประเทศร่วมส่งผลงานจำนวน 63 องค์กร รวม 113 แคมเปญ ครอบคลุมผลงานที่ดำเนินการระหว่างเดือนมีนาคม 2567 – มีนาคม 2568 สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจของนักการตลาดในการพัฒนาวิธีการทำงานและสร้างแนวทางใหม่เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคที่มีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น

ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ นายกสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าวถึงแนวทางการตัดสินว่า รางวัล Marketing Award of Thailand ให้ความสำคัญกับกระบวนการพิจารณาที่รอบด้าน โดยมีคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา ทั้งภาควิชาการ ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาด และผู้บริหารจากองค์กรชั้นนำ มาร่วมประเมินผลงานอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ผลงานที่ได้รับรางวัลสะท้อนคุณภาพ ความเหมาะสม และมาตรฐานที่ดีของวงการการตลาดไทย

หลังการพิจารณาต่อเนื่องกว่า 2 เดือน มีผลงานผ่านเข้ารอบสุดท้าย 20 แคมเปญ และสมาคมฯ ได้จัดพิธีประกาศผลรางวัลเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ณ มิตรทาวน์ฮอลล์ ชั้น 5 สามย่านมิตรทาวน์ เพื่อประกาศเกียรติคุณแก่ผลงานที่โดดเด่น และเป็นตัวอย่างที่ช่วยพัฒนามาตรฐานงานการตลาดของประเทศให้ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายนามผู้ชนะรางวัล ดังนี้

 Award Category 1: Strategic Marketing แคมเปญการตลาดที่มีความเป็นเลิศด้านกลยุทธ์สะท้อนแนวคิดทางการตลาดเพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายและมีการนำกลยุทธ์มาแปรเป็นแผนปฎิบัติการที่สอดคล้องตอบโจทย์วัตถุประสงค์ทางธุรกิจท่ามกลางการแข่งขัน และสร้างผลลัพธ์เชิงบวกให้กับแบรนด์

  • รางวัล Gold Award – ไม่มีแคมเปญที่ได้รับรางวัล

 

  • รางวัล Silver Award มี 3 ผลงาน ที่ได้รับรางวัล
  1. ชื่อผลงาน : GrabFood Group Order รักนะกรุ๊ปๆ

โดย : บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด

 

  1. ชื่อผลงาน : HIDDEN GEMS UNLOCK ปลุกพลังร้านลับ… ให้เป็นฮีโร่ของไซต์งาน

โดย : บริษัท เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น จำกัด

  1. ชื่อผลงาน : KFC MOTHER’S DAY – BUCKET WARE

โดย : บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด

 

  • รางวัล Bronze Award มี 1 ผลงาน ที่ได้รับรางวัล
  1. ชื่อผลงาน : Drone Health Care ดูแลโดรนใจ

โดย : บริษัท สยามคูโบต้าคอร์ปอเรชั่น จำกัด

Award Category 2: Brand Experience & Communication แคมเปญการตลาดที่มีความเป็นเลิศด้านการสร้างคุณค่าของแบรนด์โดยมีการถ่ายทอดจุดยืนของแบรนด์แก่กลุ่มเป้าหมายผ่านการสร้างประสบการณ์และการสื่อสารต่าง ๆ ส่งผลให้เกิดการสนับสนุนสินค้าหรือบริการ จนกลายเป็นความจงรักภักดีในตัวแบรนด์ และนำไปสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจ

  • รางวัล Gold Award มี 1 ผลงาน ที่ได้รับรางวัล
  1. ชื่อผลงาน : Good Walk Thailand

โดย : บริษัท เอสซีจี แลนด์สเคป จำกัด

  • รางวัล Silver Award มี 2 ผลงาน ที่ได้รับรางวัล
  1. ชื่อผลงาน : Mama OK Squid Ink

โดย : บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด

  1. ชื่อผลงาน : หากันจนเจอ

โดย : บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

  • รางวัล Bronze Award มี 2 ผลงาน ที่ได้รับรางวัล
  1. ชื่อผลงาน : แผ่นบรรเทาซวย – The Relief Sheet

โดย : บริษัท เงินติดล้อ จำกัด (มหาชน)

  1. ชื่อผลงาน : The World’s Great Celebration

โดย : บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน)

Award Category 3: Innovations & Martech

แคมเปญการตลาดที่มีความเป็นเลิศด้านการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อสร้างผลลัพธ์ใหม่ให้แก่ธุรกิจ มีแนวทางความคิดทางการตลาดที่โดดเด่น สร้างสรรค์ และมีการนำเสนออย่างลงตัว ทั้งคุณค่าของสินค้าและบริการ พร้อมสะท้อนคุณค่าของแบรนด์ โดยใช้นวัตกรรมและเครื่องมือทางการตลาดที่ทันสมัย และนำไปสู่ผลลัพธ์ทางธุรกิจ

  • รางวัล Gold Award – ไม่มีแคมเปญที่ได้รับรางวัล

 

  • รางวัล Silver Award มี 2 ผลงาน ที่ได้รับรางวัล
  1. ชื่อผลงาน : GrabFood Group Order รักนะกรุ๊ป ๆ

โดย : บริษัท แกร็บแท็กซี่ (ประเทศไทย) จำกัด

  1. ชื่อผลงาน : วัสดุก่อสร้างซื้อด่วน…ง่ายๆ แค่ 1..2.. ซั่ม!!

โดย  : บริษัท เอสซีจี ดิสทริบิวชั่น จำกัด

  • รางวัล Bronze Award มี 1 ผลงาน ที่ได้รับรางวัล
  1. ชื่อผลงาน : The Flooded room

โดย : Ikano (Thailand) Limited

Award Category 4: Sustainable Marketing

แคมเปญการตลาดที่มีความเป็นเลิศด้านความยั่งยืน โดยสามารถสะท้อนจุดยืนของแบรนด์ ในการหวังผลให้ธุรกิจเติบโตอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึง stakeholder ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตัวองค์กร พนักงาน ลูกค้า ซัพพลายเออร์ สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม และสร้างผลลัพธ์เชิงบวกอย่างโดดเด่น มีนัยยะสำคัญ

  • รางวัล Gold Award – ไม่มีแคมเปญที่ได้รับรางวัล

 

  • รางวัล Silver Award มี 3 ผลงาน ที่ได้รับรางวัล
  1. ชื่อผลงาน : ‘The First Coffee Club Green Cafe’ : Where Every Cup Supports a Sustainable Future

โดย : MF Cafe & Restaurant Co.,Ltd

  1. ชื่อผลงาน : Krungsri ESG Awards and Krungsri ESG Academy

โดย : ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)

  1. ชื่อผลงาน : The Flooded room

โดย : Ikano (Thailand) Limited

  • รางวัล Bronze Award มี 2 ผลงาน ที่ได้รับรางวัล
  1. ชื่อผลงาน : The Roza Changed Recipes

โดย : Hi-Q Food Products Co., Ltd.

  1. ชื่อผลงาน : รื้อ แลก ลด

โดย :  CRC Sports Co., Ltd.

และมี “สุดยอดแคมเปญแห่งปี” อีก จำนวน 1 รางวัล คือ  

  1. CMO’s Top Choice Award สุดยอดแคมเปญจากเสียงโหวตของ CMO เป็นรางวัลพิเศษสำหรับ แคมเปญที่ได้รับรางวัล Marketing Award of Thailand และได้รับการโหวตด้วยคะแนนสูงสุด จาก MAT CMO COUNCIL ซึ่งเป็นคณะผู้บริหารระดับสูงด้านการตลาดกว่า 100 ท่าน จากบริษัทชั้นนำในหลากหลายกลุ่มธุรกิจ
  • ผลงานที่ชนะ : Mama OK Squid Ink

โดย : บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทยมุ่งมั่นในการยกย่องนักการตลาดและองค์กรที่นำการตลาดไปขับเคลื่อนการเติบโตได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี สร้างแรงบันดาลใจ และเปิดมุมมองใหม่ให้กับวงการการตลาดไทยต่อไป

สอบถามรายละเอียด ได้ที่ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมการตลาดฯ                    คุณดวงพร วงศ์กวีสกุล (ดวง)         085-4451549

รองผู้อำนวยการ ฝ่ายสื่อสาร                                  คุณจิราภรณ์ พึ่งสัตย์ (จิ๊บ)             099-242- 5244

ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ ชม พีอาร์                           คุณโสภี ฉวีวรรณ (กบ)                  080-942-4559

Tags:

ผู้เขียน
MAT TEAM

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

“BAM-อีซีมันนี่” ชูพลังการเงินสร้างโอกาสการตลาด พลิกประสบการณ์สภาพคล่องให้คนตัวเล็ก

2.6k
SHARE

ซีอีโอ BAM ชี้พลังของบริหารสินทรัพย์สามารถขับเคลื่อนให้คนตัวเล็กลุกไวและเดินหน้าต่อได้ พร้อมฝากข้อคิดแก่นักการตลาดการ โดยมองประสบการณ์ลูกค้าเป็นตัวตั้ง เปลี่ยนความกลัวด้วยบทสนทนาและนำเทคโนโลยีสร้างความผูกพัน ด้าน “ซีอีโออีซี่มันนี่” ระบุความสำคัญของโรงรับจำนำ คือ การให้โอกาสคนตัวเล็กได้มีสภาพคล่องทั้งในยามเศรษฐกิจฝืดเคืองและเศรษฐกิจดี

ในเวทีเสวนา “วันนักการตลาดแห่งประเทศไทย 2568 (Thailand Marketing Day 2025) ดร.รักษ์ วรกิจโภคาทร ประธานเจ้าหน้าที่่บริหาร บริษัทบริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM และ สุธี พนาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อีซี่มันนี่ ร่วมกันฉายภาพการบริหารจัดการหนี้การเป็นโอกาสให้แก่คนเปราะบาง ผ่านหัวข้อ The Power of Finance: Unlocking Purchasing Power & Marketing Opportunities


ดร.รักษ์ เห็นว่า การเปลี่ยนชุดความคิดของการมองโจทย์ลูกหนี้ ให้เป็น ลูกค้า และมองเรื่องการช่วยลูกค้าจากคำว่า “ปกครอง” เป็นคำว่า “ประคอง” เพื่อให้การบริหารจัดการหนี้เป็นเรื่องของการปรับโครงสร้างหนี้มากกว่าการมุ่งการยึดทรัพย์เฉกเช่นอดีต เป็นสิ่งที่ BAM มุ่งมั่นเดินหน้า รวมถึงการทรานฟอร์มองค์กรเพื่อเปลี่ยนให้ BAM จาก AMC1.0 สู่การเป็น AMC2.0 ที่พร้อมเป็นพระเอกช่วยคนตัวเล็ก
“หากจะเปรียบ BAM คือ โรงพยาบาลที่แก้หนี้ที่มากที่สุดของประเทศไทย ที่ต้องการเห็นลูกค้าได้รับการรักษาที่รวดเร็วและตรงจุดมากที่สุด”
ดร.รักษ์ กล่าวว่า เมื่อความรู้สึกที่เรามองลูกหนี้ เป็น ลูกค้า สิ่งสำคัญ คือ การสนทนาที่ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกปลอดภัย ด้วยการเริ่มต้นคำถามว่า ไหวหรือไม่ หรือ ไหวแค่ไหน เราได้เปลี่ยนวิธีการสื่อสารกับลูกค้า เราอยากให้เขาเดินมาหาเรา และมีช่องทางให้เค้ารู้สึกว่า อยากสอบถามข้อมูล ทั้งนี้ คนเป็นหนี้เสียไม่ได้อยากมีปฏิสัมพันธ์กับคน เมื่อเข้าใจลูกค้า เราจึงมีแอปพลิเคชัน BAM Choice เพื่อให้ลูกค้าสามารถตรวจสอบหนี้ออนไลน์ด้วยตัวเอง และระยะถัดไป คือ สามารถเมนูปรับโครงสร้างออนไลน์ได้ด้วยตัวเอง
“เราเปลี่ยนมิติ Bad Bank ให้เป็นทุ่งลาเวนเดอร์ ให้ลูกค้ารู้สึกว่าไม่ต้องกลัวอีกต่อไป และสามารถปรับโครงสร้างหนี้ออนไลน์ได้ เพราะสิ่งที่ BAM ให้ความสำคัญมากที่สุด คือ การปรับโครงสร้างหนี้มากกว่าการขายหนี้ เพื่อทำให้คนตัวเล็กๆ สามารถลุกได้ไว และเดินต่อไปได้ ดังนั้น ตัววัดผลของ BAM ที่ออกแบบไว้จึงเปลี่ยนไป ไม่เหมือน Legacy ขององค์กรในอดีต นั่นคือ ยิ่งช่วยคนได้เร็วเท่าไร และเปอร์เซนต์ความสำเร็จของการช่วยคน คือ เคพีไอ ที่จับต้องได้นั่นเอง”

ในอีกมิติ BAM ยังคงทำหน้าที่ขาย NPA ที่มีอยู่ปัจจุบันจำนวน 3 หมื่นชิ้น โดยใช้หลักการตลาด คือ การรู้จักกลุ่มเป้าหมาย หรือ Targeted Insight เพราะผู้ที่ต้องการซื้อสินทรัพย์มีความแตกต่างกัน จึงทำให้ BAM ออกแบบการระบายทรัพย์ด้วย BAM SELECT และนำเสนอขายแก่กลุ่มผู้ที่ต้องการซื้อได้อย่างตรงจุดและเข้าเป้า

ดร.รักษ์ ยังได้ฝากบทเรียนของการบริหารงานแก่นักการตลาดผ่านเวที วันนักการตลาดแห่งประเทศไทย 2568 ด้วยว่า ผ่าน 3 Key Success Factors นั่น คือ 1) การเอาประสบการณ์ลูกค้าเป็นตัวตั้ง และทลายความกลัว ความไม่กล้า ด้วยการใช้เทคโนโลยีอำนวยความสะดวก และมีบทสนทนา หรือ sale dialog ในการสร้างความผูกพันระหว่าง BAM และลูกค้า 2) การมองภาพให้ทะลุ ซึ่ง End Game วันนี้คือ การเปลี่ยนคำจำกัดความจาก NPL (Non Performing Loan) เป็นคำว่า RPL (Re Performing Loan) และสุดท้าย วันนี้ถ้าอยู่กับ BAM เราเป็นโอกาสสำหรับทุกคน


ด้าน คุณสุธี พนาวร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อีซี่มันนี่ กล่าวว่า อีซี่มันนี่ เป็นอีกหนึ่งกลไกในการประคองชีวิต และเป็นสถานที่พร้อมให้สภาพคล่องและเป็นโอกาสแก่คนทั่วไปได้ใช้เงินอีกครั้งและหลายๆ ครั้ง
ทั้งนี้ ธุรกิจของอีซี่มันนี่ เติบโตได้ด้วย 3 กรณี กล่าวคือ เมื่อเศรษฐกิจฝืดเคือง คนชักหน้าไม่ถึงหลัง เงินสะดุด หรือ ในยามที่เศรษฐกิจดี ยกตัวอย่าง คนละครึ่ง พ่อค้าแม่ค้าซื้อวัตถุดิบ ต้องการสภาพคล่อง สามารถนำทรัพย์สินที่มีมาจำนำ เพื่อนำเงินไปหมุนในธุรกิจ และสุดท้าย เมื่อราคาทองคำขึ้น คนพร้อมที่จะนำสินทรัพย์มาจำนำเพื่อนำเงินไปซื้อทอง หรือ นำทองที่มีมาจำนำ สะท้อนจากตัวเลขยอดรับจำนำทองในเดือนที่มาผ่านเติบโตถึง 2,000 ล้านบาท

สุธี ระบุว่า ในมุมการตลาด การทำโปรโมชันอาจจะไม่เหมาะกับอีซี่มันนี่ แต่หากมองตัวเองเหมือน ร้านขายยา ที่พร้อมให้คำปรึกษาและจ่ายยาให้แก่ลูกค้าที่มีปัญหา และไม่ยัดเยียดในสิ่งที่ไม่จำเป็นให้แก่ลูกค้า และต้องการทำให้ลูกค้าได้รับความสะดวกมากที่สุด
นอกจากนี้ อีซี่มันนี่ ยังได้นำเทคโนโลยีมาใช้ในการประเมินทรัพย์ให้รวดเร็ว เพื่อแก้ความน่ากลัวของธุรกิจนี้ ที่คนหน้าสาขาอาจจะดูทรัพย์ผิดและก่อให้เกิดความเสียหายตามมาได้ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีในการดูทรัพย์เพื่อให้สอดคล้องกับราคาตลาด ณ เวลานั้น รวมถึงการมีระบบในการเก็บรักษาทรัพย์
“หน้าที่ของอีซีมันนี่ คือ การให้อากาศคนให้หายใจ และยืดอายุให้ได้เรื่อยๆ เงินไม่ได้อยู่แค่บัญชีธนาคารเท่านั้น แต่เงินอยู่รอบตัวเราและเงินในอดีตสามารถนำมาใช้ได้” สุธี กล่าวปิดท้าย

Tags:

ผู้เขียน
MAT TEAM

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

อ่านเกมการตลาด 2026 นักการตลาดเฉือนชนะกันด้วย ความคิดสร้างสรรค์ – คิดวิเคราะห์ นำ AI

2.6k
SHARE

“อ่านเกมอนาคตการตลาดปี 2026” เปิดผลสำรวจ “Marketing Trends 2026: Way Forward” สะท้อนภาพรวมความคิดและแนวโน้มสำคัญของวงการการตลาดไทย
ผลสำรวจพบว่า AI และ IOT คือ สองเทคโนโลยีที่มาแรงในการใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาด ขณะที่ 3 ทักษะหลักที่นักการตลาดต้องมี เพื่อนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างชาญฉลาด คือ ความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ และมีความยืดหยุ่น ด้าน 3 ธุรกิจที่มาแรง ยกให้ ธุรกิจด้านสุขภาพและบริการสุขภาพ, ธุรกิจเกษตรและไบโอเทค และธุรกิจท่องเที่ยวคุณภาพ ในปี 2026 นักการตลาด ประเมินเศรษฐกิจยังโตต่ำ ทำให้จำกัดการใช้งบการตลาด ขณะ 3 คำเทรนด์การตลาด คือ AI, ความยั่งยืน และความคล่องตัว

ในเวทีเสวนา “วันนักการตลาดแห่งประเทศไทย 2568 (Thailand Marketing Day 2025) หัวข้อ ฟันธงเทรนด์การตลาด Marketing Trends : 2026 Way to Forward ดร.สมชาติ วิศิษฐชัยชาญ อุปนายกฝ่ายองค์ความรู้ด้านการตลาด สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อุปนายกฝ่ายกิจกรรม การสื่อสาร และการตลาดยั่งยืน สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ร่วมกันเปิดผลสำรวจ Marketing Trends 2026: Way Forward สำรวจจากนักธุรกิจการตลาดชั้นนำ 126 ราย ที่มีรายได้ 300,000 บาทต่อเดือนขึ้นไป และคุมทัพพนักงาน 5,000 คนขึ้นไป โดยมองว่า เศรษฐกิจในปี 2026 ยังเต็มไปด้วยความท้าทาย อาทิ ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว และปัญหาทางการเมือง ทำให้ประเมินว่า เศรษฐกิจปี 2026 น่าจะเติบโตราว 0.9%

โดย 3 ปัจจัยหลัก ที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลง อันดับหนึ่ง คือ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้บริโภค จะมีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น ให้ความสำคัญกับความคุ้มค่า และคุณค่าทางจิตใจ และซื้อสินค้าผ่านออนไลน์มากขึ้น อันดับสอง การเมืองภายในประเทศ และอันดับสามคือการเปลี่ยนแปงลงของเทคโนโลยีดิจิทัล

ผลสำรวจด้านการใช้ “งบการตลาด” ในปี 2026 พบว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่คาดว่าจะชะลอตัวทำให้ การใช้งบการตลาดในปี 2026 ผู้ตอบแบบสอบถาม 69 % จะไม่เพิ่มงบการตลาด ทำให้ประเมินว่า ในปี 2026 นักการตลาดและแบรนด์น้อยใหญ่จะให้ความสำคัญกับแพลตฟอร์มออนไลน์ในการทำการตลาดมากขึ้น เมื่อควบคุมงบการตลาด
ด้าน 3 P ทางการตลาด (People Planet Profit) ผลสำรวจพบว่า ให้ความสำคัญกับคำว่า Profit หรือกำไรมาเป็นอันดับ 1 ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว อย่างไรก็ตามเห็นว่า People (ผู้บริโภค) Planet (การใส่ใจโลก) ก็ยังเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญไปพร้อมกัน
“นักการตลาดไม่ได้ดูแค่ปัจจัยภายนอก ต้องมองสร้างสรรค์ 3 P (People Planet Profit) ที่ไปด้วยกัน กำไรต้องเกิด ดีต่อสิ่งแวดล้อม ดีต่อโลก และต้องแก้ปัญหาผู้บริโภคให้ได้” ดร.สมชาติ วิศิษฐชัยชาญ อุปนายกฝ่ายองค์ความรู้ด้านการตลาด สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ระบุ

ผลสำรวจยังระบุว่า เทคโนโลยี AI และIOT เป็นสองเทคโนโลยีที่มาแรง เพื่อเป็นสมองในการเก็บรวบรวมข้อมูล โดยนักการตลาด “ต้องใช้เอไออย่างชาญฉลาด” ภายใต้ความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ และความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นสามอันดับของทักษะ ที่ผู้ตอบแบบสำรวจบอกว่า สำคัญที่สุด ในยุคที่การตลาดนำเอไอมาใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาด
“นักการตลาดยุคนี้ต้องใช้เทคโนโลยีให้เป็น ใช้ความคิดสร้างสรรค์หาโอกาสทางการตลาด ใช้เอไอ วิเคราะห์ข้อมูลให้เห็นว่าจะต่อยอดการตลาดอย่างไรให้สำเร็จ ไม่ใช่เรื่อง Mass Media อีกต่อไป” ดร.สมชาติ วิศิษฐชัยชาญ อุปนายกฝ่ายองค์ความรู้ด้านการตลาด สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย กล่าว

ผลสำรวจยังระบุว่า 3 ธุรกิจที่มาแรง คือ ธุรกิจสุขภาพและบริการสุขภาพ ธุรกิจเกษตรและไบโอเทค และธุรกิจท่องเที่ยวคุณภาพ จะกลายเป็นโอกาสทางการตลาดในปี 2026

ส่วนแทรนด์การตลาดปี 2026 ประกอบด้วย 3 คำ คือ คำว่า AI , ความยั่งยืน , และความคล่องตัว
ผลสำรวจยังพบว่า อุปสรรคของการตลาดไทย อันดับหนึ่ง คือเรื่อง งบประมาณ สองคือ ปัญหาเรื่องสงครามการค้า ที่คาดเดาสถานการณ์ยาก ผลสำรวจยังบอกด้วยว่า สิ่งที่นักการตลาดต้องคิดต่อ คือ การคิดวิเคราะห์ , การสร้างสมดุลทางการตลาด (เร็ว ช้า หนัก เบา) ภายใต้งบประมาณที่จำกัด, การมีความคิดสร้างสรรค์ และการทำงานภายใต้วัตถุประสงค์
“นักการตลาดวันนี้ต้องทำการตลาดโดยคำนึงถึงความยั่งยืน ใช้เอไอเป็นเครื่องมือ ทำให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และมีความยืดหยุ่น คล่องตัว มีความสมดุลอย่ามุ่งไปข้างหน้าเพราะงบการตลาดมีจำกัด ให้ผลกำไรสูงสุด ต้องคิดนอกกรอบ 1+1 ต้องได้ 4” ผศ.ดร.เอกก์ ภทรธนกุล อุปนายกฝ่ายกิจกรรม การสื่อสาร และการตลาดยั่งยืน สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ระบุ
นอกจากนี้นักการตลาดต้องเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง ไม่ใช่ ดราม่าควีน แต่คือ ดราม่าควอลิตี้ จึงจะทำให้เกิดไวรัลทางการตลาดให้ลูกค้าถวิลหาได้อย่างแท้จริง

Tags:

ผู้เขียน
MAT TEAM

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

สมัครรับข่าวสาร

logo