Knowledge

MAT Vaccine For Business EP.3

คิด Content ยังไง ให้โดนใจ และสร้างยอด?

หัวข้อในวันนี้ เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้การขายของประสบความสำเร็จ เป็นเรื่องของการคิด Content ยังไง ให้โดนใจ และสร้างยอด? โดยแขกรับเชิญคือ
คุณณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง ผู้ก่อตั้ง บริษัท dots Consultancy ในการทำ Training ด้านการตลาดดิจิทัล และเป็นเจ้าของบล็อก nuttaputch.com
คุณจักรพล จันทวิมล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดและการขาย บริษัท นันยาง มาร์เก็ตติ้ง

Content Marketing คืออะไร?

โดยนิยาม คือ กระบวนการที่ใช้ content เพื่อให้เกิดประโยชน์ทางการตลาดต่อธุรกิจของคุณ ในลักษณะ ภาพ วิดีโอ อีเว้นท์ เสียง มันคือการสื่อสาร ที่ถูกตกแต่งให้ชัดเจนขึ้น

ในสมัยก่อน มักจะพบในรูปแบบของโฆษณา แต่จริงๆแล้วการสื่อสารมีมากกว่านั้น และไม่ใช่เพียงการขายของ ยังมีการช่วยเหลือ การให้ความรู้ หรือโน้มน้าวใจ ในหลายๆวิธี มิติของการสื่อสารทางการตลาดจึงมีมิติ และความหลากหลายมากขึ้น ถ้าพูดให้ง่าย ก็คือทักษะการสื่อสารนั่นเอง แอดมินตอบข้อความ ก็เป็นคอนเทนต์ กลิ่น ก็เป็นคอนเทนต์ เช่น ธุรกิจสปา ร้านอาหาร

Content คือ ข้อมูลที่เราสัมผัสผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้าของเรา

Content ทึ่ดี ไม่เท่ากับ Content ที่ดัง

การสื่อสารที่ดี คือการสื่อสารที่บรรลุวัตถุประสงค์ของตัวเอง ซึ่งมีหลายรูปแบบ เช่น การทำให้รู้จัก ทำให้ชอบ ทำให้สนใจ ทำให้อยากซื้อของ ทำให้หยุดด่า ขึ้นอยู่กับว่าเราต้องการอะไร

ถ้า Content ที่ดัง คือ การเข้าถึงคนเยอะ แล้วถ้าเป็นการเข้าถึงคนเยอะ ในแง่ลบ ก็นับว่าบรรลุวัตถุประสงค์
หัวใจสำคัญ ที่คุณณัฐพัชญ์ พูดเสมอ “สำหรับผม ผมไม่ได้คิดว่ากำลังสอนให้คุณทำให้ content ดัง แต่ผมอยากให้รู้ว่าคุณกำลังทำ content marketing ที่ดี คุณรู้รึเปล่าว่า content ที่ดีแปลว่าอะไร และคุณทำ content เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์นั้นรึเปล่า” เช่น นันยางต้องการให้ตัวเองเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนา เพื่อเป็นที่สนใจมากขึ้น ถ้าทำสำเร็จ ก็ถือว่าโอเค แต่ถ้าเกิดว่าดังจริง แต่เป็นกระแสลบ ก็ไม่เรียกว่าประสบความสำเร็จ

ทำไมเราถึงมักจะขีดความสำเร็จ ที่ตัวเลข view, like, share?
การทำ content ที่ดี คือ content ที่สามารถทำให้เกิดผลประโยชน์ทางธุรกิจ หรือ ทำให้คุณบรรลุประโยชน์ทางธุรกิจ ซึ่งไม่ใช่ตัวเลข view, like, share

ผลประโยชน์ทางธุรกิจ คืออะไร?
คนจำ คนรู้สึกสนใจ คนรัก มีแนวโน้มจะซื้อมากขึ้น

คุณจักรพล กล่าวว่า ในกรณีของนันยาง ไม่ใช่แค่สร้างความรัก ความสนใจ แต่ยังสร้างยอดขายได้ด้วย ให้เริ่มจากหลักการพื้นฐาน ของ marketing คือ การบรรลุวัตถุประสงค์ ซึ่งก็คือ การขายได้ ไม่ว่าจะทำการตลาดในรูปแบบไหน สุดท้ายแล้วต้องขายได้ การเป็นที่รู้จัก ถ้าขายไม่ได้ ธุรกิจก็ไปต่อไม่ได้
การตลาด คือ เราจะทำยังไงที่จะช่วยให้ขายได้ ถึงจะเป็นสินค้าที่เหมือนกันหมดอย่าง น้ำมัน น้ำตาล น้ำเปล่า รองเท้า แต่การตลาด จะทำให้แตกต่าง โดยส่วนผสมของการตลาดต่างๆ ซึ่งวันนี้เราจะมาคุยกันเรื่อง content น่าจะทำให้สินค้าเราแตกต่าง ถ้ามันโดนใจลูกค้า ลูกค้าก็จะเลือกเรา

นันยาง มีรองเท้า 2 ประเภท คือ รองเท้าแตะช้างดาว และ รองเท้าผ้าใบ(พื้นเขียว) เป็นตลาดหลัก อย่างไรก็ตาม เมื่อเริ่มคิดว่าการทำสินค้า limited edition ก็เป็นเครื่องมือตัวหนึ่งในการทำสื่อสารการตลาดเช่นเดียวกัน ซึ่งอาจจจะได้เงินกลับมา หากสินค้าสามารถทำยอดขายได้ เราไม่จำเป็นต้องใช้เงิน 20 ล้านบาท ในการลงโฆษณาทีวี 15 วินาที แต่เราทำ content ที่พยายามให้เกิด talk

ซึ่งจุดเริ่มต้นของ NanyangRED Limited Edition (2019) ที่เกิดขึ้นในปีที่แล้ว จากลักษณะแฟนบอลของทีมลิเวอร์พูลที่ชอบท้าทาย “ถ้าทีมได้แชมป์จะ…” นันยางจึงจับคาแรคเตอร์นั้นมา ประกาศว่า ถ้าทีมลิเวอร์พูลได้แชมป์ “เราจะทำรองเท้าสีแดง” ซึ่งได้มีการวางแผนทั้งในกรณีที่ชนะ และไม่ชนะ ทำให้เกิดเป็นกระแสพูดถึงในระดับหนึ่ง แต่ผลการแข่งขันรอบนั้น ไม่สามารถได้ชัยชนะมา แล้วมาคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมป์เปี้ยนส์ลีก ทางฝั่งยุโรป ในภายหลัง ทางนันยางจึงตัดสินใจ ที่จะผลิตรองเท้าตามแผนเดิม เกิดเป็น content ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จากวันที่ประกาศท้า ประกาศผลิต และวันที่เปิดขาย ในเวลา 90 นาที มียอดขาย12,000 คู่ content นั้นยังต่อเนื่องจนถึงวันที่ ส่งสินค้าหลังจากนั้น 1เดือน ระยะเวลานั้นทั้งหมดนั้นต่อเนื่องมากว่า 4 เดือน

ความสำเร็จที่เกิดขึ้น คือ การเข้าใจคาแรคเตอร์ของแบรนด์อย่างชัดเจน แล้วรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายคือใคร ก็สามารถทำให้เกิดการสร้างบทสนทนาในเรื่องที่กลุ่มเป้าหมายนั้นสนใจ มาเป็นประเด็นในการพูดคุยกัน เกิดการดึงความสนใจให้มีส่วนร่วมกัน

ยอดขายที่ธุรกิจคาดหวัง เกิดขึ้นจากหลายส่วน คนซื้อโดยตรง การแนะนำให้ซื้อต่อ หรือการซื้อในภายหลัง นั่นคือ สิ่งที่ทำให้การตลาดมีสเน่ห์ เพราะขึ้นอยู่กับกลวิธีที่จะสร้างยอดขายจากส่วนที่แตกต่างกัน

กรณีของ NanyangRED อาจวิเคราะห์ได้ว่า ยอดขายไม่สำคัญ แต่การทำให้แบรนด์นันยางกลับมาเป็นที่รู้จัก และทำให้คนสนใจ จนทำให้เกิดการตัดสินใจซื้อภายหลัง ซึ่งในความเป็นจริง ทางแบรนด์เองก็มองถึงกรณีการสื่อสารเพื่อให้เป็นที่รู้จัก เป็นประเด็นสำคัญ เนื่องจากสินค้าหลัก ยังเป็นสินค้าชนิดเดิมๆอยู่ ดังนั้นเมื่อวันนึงที่ลูกค้าจะต้องเลือกซื้อรองเท้านักเรียน ก็อยากให้นึกถึงชื่อของนันยางเป็นอันดับแรก ในทางกลับกัน ภายในแบรนด์ก็เกิดการเรียนรู้ที่จะทำการตลาด และได้สำรวจความคิดเห็นของกลุ่มเป้าหมายที่มีต่อแบรนด์ เพื่อนำกลับมาวิเคราะห์และพัฒนาต่อไป

ถ้าการจะประสบความสำเร็จไม่ได้มีสูตรตายตัว แบรนด์เล็กๆ จะเริ่มต้นอย่างไร?

Content จะเป็นเรื่องปลายทางของกระบวนการทางการตลาด แต่เป็นสิ่งแรกๆที่คนสัมผัสทำให้คนคิดว่ามันสำคัญ แต่ถ้าเปรียบเป็นหัวหอม Content จะเป็นเปลือกนอกสุด ที่คนเห็นและจับต้องได้เร็ว แต่จริงๆแล้วแก่นข้างในที่สุดคือ การเข้าใจ Strategy หรือการเข้าใจว่าปัญหาของคุณคืออะไร วิธีแก้ปัญหาก็จะขึ้นอยู่กับบริบทของสถานการณ์นั้นๆ

ยกตัวอย่าง แม่ค้าผลไม้ การต้องขายฝรั่งหนึ่งลังให้หมด คำถามคือคุณจะขายใคร แล้วตอนนี้ยังขายไม่ได้เป็นเพราะอะไร

ถ้าที่ตลาดไม่มีคนขายฝรั่งเลย แล้วลูกค้าไม่รู้ว่าเราขายอะไร เราก็ต้องตะโกนบอก ว่าเรามีฝรั่งขายนะ เป็นต้น แต่ถ้าร้านข้างๆ ขายฝรั่งเหมือนกัน แปลว่าปัญหาของคุณเปลี่ยน แต่ทำยังไงที่เราจะขายฝรั่งได้โดยที่ร้านข้างๆก็ขายเหมือนเรา

ยกตัวอย่าง ผู้ชายจีบสาวจีบอย่างมีคู่แข่งกับไม่มีคู่แข่ง ก็คิดและใช้วิธีการต่างกัน

อย่าสนใจสูตรสำเร็จ แต่สนใจการเข้าใจปัญหา ปัญหาของคุณคืออะไร

สำหรับบางธุรกิจต้องมีทั้งการขายและสร้างแบรนด์ในระยะยาว แต่ถ้าคุณเป็นร้านค้าเล็กๆ ที่ไม่ต้องสนใจการสร้างแบรนด์ เน้นการขาย ก็จะคิดอีกแบบหนึ่ง
คุณควรจะรู้ 2 อย่าง ให้ถ่องแท้ คือ
รู้ตัวเอง คุณเป็นใคร ทำอะไร ขายอะไร สินค้าของคุณดี หรือด้อยอย่างไร ที่มากกว่านั้น ต้องรู้ว่าธุรกิจมีความสามารถในการผลิต เพื่อขายได้เท่าไหร่ในหนึ่งวัน เพื่อจะวางแผนการขายที่ดีได้
รู้ลูกค้า ของธุรกิจคุณ เป็นใคร อายุเท่าไหร่ ลักษณะท่าทางเป็นอย่างไร และมีกี่คน

คุณจักรพล เผยว่า ส่วนตัวให้ความสำคัญกับเรื่องจำนวน capacity ของแบรนด์ จำนวนลูกค้าของเรา สินค้าของเราตอบโจทย์เหล่านี้ได้หรือไม่ ส่วนเรื่องตลาด หรือคู่แข่ง อาจจะเป็นอีกขั้นหนึ่ง ซึ่งเราอาจจะไม่ต้องเอาชนะคู่แข่งก็ได้ win-win ก็ได้ ถ้า demand มากกว่า supply แล้วเป็นสินค้าที่เหมือนกัน

คุณณัฐพัชญ์ เสริม เรื่องการรู้ตัวเองให้ถ่องแท้ รู้จักลูกค้า รู้มั้ยว่าลูกค้าเลือกเราเพราะอะไร เพราะจะทำให้คุณนำเสนอสินค้าและคุยกับลูกค้าได้ดี
ชวนคิดว่า จำเป็นมั้ยที่เซลล์ขายรถ ต้องพูดรายละเอียดทุกอย่างในแคตตาล็อค คำตอบคือ ไม่จำเป็น
เซลล์จะดูว่า ลูกค้าเป็นใคร ถามเรื่องอะไรเป็นพิเศษ เซลล์ที่เก่งจะไม่รีบพูด แต่จะพยายามเข้าใจก่อน ว่าลูกค้าต้องการอะไร มีปัญหาอะไร เพื่อจะนำเสนอได้ถูก ว่าเป็นรถรุ่นไหน และนำเสนอฟังก์ชั่นไหนของรถ ในทางกลับกันเซลล์ที่ไม่เก่งจะท่องเป็นสคริปต์

กลับมาถามทุกวันนี้เจ้าของธุรกิจทำ Content แบบไหน? ทำ Content แบบที่จะพยายามเข้าใจลูกค้า หรือทำ Content ในสิ่งที่คุณอยากพูด

คุณว่าธุรกิจมีปัญหาข้อไหนระหว่าง เรื่องที่กำลังจะพูด กับ วิธีการเล่าเรื่อง?
90% คิดว่าตัวเองมีปัญหาวิธีการเล่า คิดว่าตัวเองมีทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ไปฝากความหวังไว้กับเปลือกนอกของหัวหอม ที่เรียกว่า Content ซึ่ง Content มีประสิทธิภาพสำคัญ แต่มันจะทำงานได้ดีเมื่อคุณเข้าใจเรื่องอื่นของธุรกิจด้วย ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ สินค้า หรือ บริการ ของคุณต้องดีด้วย

หัวใจของการตลาดอยู่ที่ลูกค้าของเรา  รู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร ใส่ใจของเราลงไปในใจของลูกค้า การขายของโดยพูดถึงแต่สิ่งที่เราอยากพูด มันไม่เคยทำให้เราขายของได้ แต่เราต้องพูด ในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ คือสิ่งที่ลูกค้าต้องการจะรู้ หรือไปแก้ปัญหาให้กับลูกค้า

เปลี่ยนจากพูดเรื่อง Content มาเป็น เรื่องผู้ชายจีบผู้หญิงกัน
คุณเคยเจอผู้ชายที่พูดแต่เรื่องของตัวเองบ้างหรือไม่ ถ้าผู้ชายคือแบรนด์ ผู้หญิงคือลูกค้า ถ้าคุณพูดแต่เรื่องตัวเอง โดยไม่ได้สนใจลูกค้า คุณคิดว่าลูกค้าจะอยากคุยกับเรามั้ย

หลักการเดียว คือ คุณเข้าใจลูกค้าดีหรือเปล่า ถ้าคุณเข้าใจลูกค้าดี คุณก็รู้เองว่าต้องพูดอะไร ถ้าคุณใส่ใจความรู้สึกของคนที่คุณกำลังคุยด้วย คุณจะรู้เองว่าจุดไหนที่คุณจะต้องพอแล้ว จุดไหนที่คุณจะต้องเสริม แต่สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นคือ เมื่อเจ้าของธุรกิจอยากได้ bottom line หรือยอดขาย แล้วรีบปิดการขาย ในมุมมองของลูกค้าที่เจอเซลล์ที่พยายามจะให้เราซื้อให้ได้ ก็จะรู้สึกไม่ดี เว้นแต่จะเป็นลูกค้าที่ต้องการสินค้านั้นมากๆ ก็จะคุยกันได้เร็ว

แม่ค้าขายฝรั่ง ต้องหาสาเหตุให้ได้ว่าคนไม่ซื้อฝรั่งเพราะอะไร ร้านข้างๆขายถูกกว่า หรือ คนแถวนี้ไม่กินฝรั่ง แล้วเราจะทำอย่างไร เปลี่ยนไปขายอย่างอื่น หรือ สร้างความอยากให้ลูกค้าอยากกินฝรั่งมากขึ้น

อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นหลุมพลางของคนทำสินค้า ที่มักคิดว่า คนน่าจะซื้อ เพราะว่าเราชอบ มองตัวเองแทนลูกค้า และมักขายในมุมมองว่าสินค้าเราดี ซึ่งต่อให้สินค้าเราดีที่สุด แต่ขายไม่ถูกกลุ่มลูกค้า ก็อาจจะขายไม่ได้เลย

การสื่อสารที่มักจะสมบูรณ์ เกิดขึ้นจากการคุยกับคนที่ใช่ คุยด้วยสื่อที่ใช่ และคุยด้วยเรื่องที่ใช่

การรู้จักลูกค้า ลูกค้าของเราก็มีหลากหลาย ปัจจัย 3 ข้อนี้ จะหมุนไป ไม่รู้จบ

กลับไปที่ตัวอย่างคนกินฝรั่ง ก็มีคนหลายกลุ่ม คนที่กินทุกวัน คนที่กินนานๆครั้ง คนที่กินต่อเมื่อมีคนซื้อไปฝาก เมื่อถามว่าสินค้านี้จะขายใคร ถ้าบอกว่าขายคนรักสุขภาพ ต่อให้คุณถามคนดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ว่ารักสุขภาพไหม เขาก็จะตอบว่ารัก การรักสุขภาพก็มีหลายแบบ คนที่ซื้อของคุณได้ กับคนที่น่าจะไปขายเค้า เป็นคนละคนกัน

คุณจักรพล พูดถึงนันยางว่า จะกำหนดคาแรคเตอร์ เพื่อที่จะทำ content หรือสื่อสารออกไป ให้เป็นเหมือน คนคนหนึ่ง ที่เป็น “เด็กชาย อายุ 16 ปี เรียน สายศิลป์ เกรดเฉลี่ยประมาณ 2.80 นั่งหลังห้อง อาจารย์ไม่ชอบ แต่เพื่อนๆชอบ” การสื่อสารของนันยาง ก็จะออกไปในลักษณะของเด็กคนนี้ ทำให้มีความต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเปลี่ยนคนทำ content ไปกี่คนก็ตาม

ในส่วนของลูกค้านันยาง นันยางสร้างลักษณะของกลุ่มพูดคุยที่สามารถมาแลกเปลี่ยนความเห็นได้ สุดท้าย เกิดการ co-creation ในการทำสินค้าร่วมกับสินค้าอื่น เป็น official ก็เกิดเป็น content ได้อีกแบบหนึ่ง ล่าสุด ช้างดาวทำรองเท้าแตะ รุ่นพิเศษ สีชมพูขาว, เหลืองแดง จากการมีคอมมูนิตี้ของจุฬาฯ และธรรมศาสตร์ ที่เป็นการ co-creation ระหว่างรองเท้ากับสีที่ associate ได้กับมหาวิทยาลัย

เพราะฉะนั้น Content ที่นันยางทำหลักๆ แบ่งเป็น 3C Charactor, Community, Co-Creation
Co-creation บางส่วนกับลูกค้า ก็เปิดประเด็นให้ลูกค้าช่วยคิดกันตรงๆ

ถ้าแบรนด์คุณมีคาแรคเตอร์ที่ชัด > เข้าถึงได้ > เกิดเป็นคอมมูนิตี้ > เกิดการร่วมมือกัน

พูดถึง Dynamic content ที่ปัจจุบันถือว่าเป็นโอกาส ที่ไม่จำเป็นต้องใช้สื่อเพียงสื่อเดียว สื่อสารกับทุกๆคนเหมือนกัน

Dynamic content ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นสิ่งที่ทุกธุรกิจอยากจะทำ คือ การคุยกับลูกค้า 1-1 เหมือนเพื่อน ไม่มีสคริปต์ แต่สมัยก่อนการบริหารจัดการเรื่องนี้ทำได้ยาก และสื่อกลางไม่อำนวย แต่ปัจจุบันเครื่องมือดิจิตอลช่วยให้หลายๆอย่างง่ายขึ้น นักการตลาดที่เห็นโอกาส ก็ทำให้สามารถขยายประสิทธิภาพ ให้เกิดความไดนามิกได้มากขึ้น เพื่อใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรียกว่าบริบทได้ดีขึ้น คือ เราสามารถคุยกับคนได้หลากหลายมากขึ้น สามารถคุยกับหลายคนโดยไม่ต้องพร้อมกันก็ได้ และ ไม่จำเป็นต้องคุยกับทุกคนด้วยข้อความหรือสื่อ ที่เหมือนๆกัน เมื่อศักยภาพในการทำ content เพิ่มขึ้นจึงทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า dynamic

ธุรกิจไม่จำเป็นต้องทำ Dynamic content ก็ได้ แต่ถ้าทำ ก็จะเป็นปัจจัยหนุน ให้มีโอกาสที่จะสื่อสารได้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ตัวอย่างเช่น เราจะรู้ว่าวิดีโอบน facebook คือ วิดีโอที่ถูกเล่นโดยการปิดเสียง เพราะฉะนั้นวิดีโอที่ใช้บน facebook ควรจะเป็นวิดีโอที่แม้จะไม่มีเสียงก็ดูรู้เรื่อง มันจะทำให้สามารถเพิ่มโอกาสในการดู Content ได้ดีขึ้น แต่วิดีโอลักษณะนี้จะดูน่าเบื่อเมื่ออยู่บน Youtube ในทางกลับกันวิดีโอบน Youtube ควรจะเป็นประสบการณ์เต็มรูปแบบ นั่นทำให้เราเข้าใจว่าบริบทการทำ Content และการสื่อสารบน Facebook Youtube Instagram โทรทัศน์ ป้ายโฆษณา ไม่ควรจะเหมือนกัน หากต้องการทำให้เหมือนกันก็ทำได้ แต่อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จ หรือเสียโอกาสบางอย่างไป ซึ่งถ้าธุรกิจมีศักยภาพที่จะทำ ก็ควรจะทำให้แตกต่าง เพราะย่อมดีกว่า แต่อย่างลืมว่าการทำแบบนั้นมีต้นทุน คุ้มค่าหรือไม่ หากคุณมียอดขายเพิ่มขึ้น แต่ไม่เพียงพอต่อต้นทุนที่เพิ่มขึ้น การทำ dynamic content นั้นก็ไม่คุ้มค่า ต้องหาจุดที่สมดุล

ถือเป็นความท้าทายที่จะหาจุดสมดุลที่ทำให้เรา dynamic และ dynamic ขนาดไหน ซึ่งก็ไม่มีตัวเลขที่ถูกต้อง เนื่องจากต้นทุนที่แตกต่างกันในธุรกิจ ความคาดหวัง และกลุ่มเป้าหมายของแต่ละธุรกิจก็ไม่เท่ากัน แต่หลักการ คือ ธรรมชาติมนุษย์มักจะชอบอะไรที่ถูกปรับแต่งมาให้เหมาะกับเราที่สุด

ถ้าเราไม่ได้ทำการปรับแต่งอะไรก็ได้ แต่จะเหมาะกับลูกค้าบางคน และเหมาะกับตลาดบางตลาด
เช่น ทิชชู่ ที่ขายหน้าห้องน้ำ ไม่ต้อง dynamic แต่ถ้าจะขายใน 7-11 ก็ควรจะต้อง dynamic
การตลาดเป็นปัญหาซับซ้อน ไม่สามารถถามแล้วมีคำตอบที่ตายตัวได้

สำหรับเนื้อหา Content Marketing ในวันนี้ ถ้าสรุปให้เข้าใจง่าย คือ การสื่อสาร แก้ปัญหาแบรนด์ และแก้ปัญหาลูกค้า ไม่มีสูตรสำเร็จ แต่สามารถทำได้โดยเริ่มจาก

  1. ย้อนมองตัวเรา สินค้าของเรา ปัญหาขอเราคืออะไร และเรามีวัตถุประสงค์ทางการตลาดคืออะไรบ้าง
  2. ลูกค้าของเรา คิดเปรียบเทียบกับ การจีบคนซักคนพูดแต่เรื่องตัเองก็ไม่เวิค สนใจว่าเค้าต้องการอะไรเสนอสิ่งนั้น
  3. รูปแบบการสื่อสาร ไม่ตายตัว ลูกค้าอยู่ที่ไหน ลูกค้าต้องการอะไร จะ dynamic แค่ไหน วิเคราะห์สถานการณ์ ทำการบ้านก่อนที่จะทำการสื่อสารออกมา

ท่านสามารถเข้าไปรับชม ย้อนหลังได้ที่ Facebook fanpage : MAT Society
และขอฝากให้ทุกท่านติดตามรับชมสด ทุกวันอังคาร เวลา 2 ทุ่มตรง

 


ผู้เขียน
MAT TEAM

สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย

สมัครรับข่าวสาร และอัปเดตเทรนด์การตลาดทุกสัปดาห์

© 2019 Marketing Association of Thailand
logo